เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า ผลของการให้ทานไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหรือราคาของสิ่งที่ให้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับใจของผู้ให้เป็นสำคัญ คำว่า “จิตเลื่อมใส” หมายถึงใจที่ผ่องใสด้วยศรัทธา มีความเชื่อในบุญกุศล และมีความยินดีในการให้ ส่วน “ทักขิณาทาน” หมายถึงของที่ให้ด้วยความเคารพ หรือให้เพื่อบูชาคุณความดี เมื่อใจของผู้ให้เลื่อมใสแล้ว ทานนั้นย่อมไม่ชื่อว่าเป็นทานเล็กน้อยเลย
ขยายความบทตั้งเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบุญเกิดขึ้นที่ใจ การให้ที่ประกอบด้วยเจตนาดีทั้งสามกาล คือ ก่อนให้ก็ดีใจ ขณะให้ก็ใจผ่องใส ให้แล้วก็ชื่นใจไม่เสียดาย ย่อมมีผลมาก ตรงกันข้าม ของมากมายที่ให้ด้วยความจำใจ ให้เพราะอยากได้หน้า หรือให้แล้วนึกเสียดายภายหลัง ใจย่อมเศร้าหมอง ผลแห่งทานนั้นก็ย่อมลดน้อยลงตามความเศร้าหมองของใจ ดังนั้น คนจนที่มีศรัทธาจึงทำบุญได้ไม่ด้อยไปกว่าคนมั่งมี ขอเพียงให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนที่มีปัญญาทรามและมองโลกด้วยความเห็นแก่ตัว ย่อมมองไม่เห็นคุณค่าของการให้ จึงไม่สรรเสริญทาน ซ้ำยังเห็นว่าการให้เป็นการเสียของเปล่า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “คนพาล” ในพุทธภาษิตบทนี้ ไม่ได้หมายถึงคนเกเรเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงคนที่มีปัญญาทราม มองไม่เห็นคุณค่าของความดี และมองโลกด้วยความเห็นแก่ตัว คนเช่นนี้ย่อมไม่สรรเสริญทาน คือไม่เห็นว่าการให้เป็นสิ่งดีงาม มักมองว่าการให้เป็นการเสียของเปล่า เป็นความโง่ของผู้ให้ หรือบางทีก็ดูหมิ่นผู้ที่ทำบุญให้ทานว่าทำไปเพื่ออวดตัว
อธิบายบทเชื่อม ๑ที่คนพาลไม่สรรเสริญทาน ก็เพราะเขามองเห็นแต่สิ่งที่ตาเห็น คือเห็นว่าทรัพย์ลดลง แต่มองไม่เห็นสิ่งที่ได้มาจากการให้ เช่น ความอิ่มใจ มิตรภาพ ความเคารพนับถือ และบุญกุศลที่ติดตามตัวไป ในพระธรรมบทมีพุทธพจน์ว่า คนตระหนี่ย่อมไปสู่เทวโลกไม่ได้ คนพาลย่อมไม่สรรเสริญทาน ส่วนนักปราชญ์ย่อมอนุโมทนาทาน และด้วยการอนุโมทนานั้นเอง เขาย่อมมีความสุขในโลกหน้า แสดงให้เห็นว่า แม้เพียงการยินดีกับทานของผู้อื่นก็เป็นบุญ แต่คนพาลกลับปิดโอกาสนั้นของตนเสียเอง
ตัวอย่างในชีวิตตัวอย่างเช่น หญิงชราผู้หนึ่งมีเงินไม่มาก แต่ตื่นแต่เช้ามาหุงข้าวใส่บาตรด้วยความตั้งใจทุกวัน ใส่บาตรเสร็จแล้วก็ยกมือพนมอย่างปลาบปลื้ม บุญของนางย่อมยิ่งใหญ่ในใจของนางเอง นักเรียนที่มีค่าขนมเพียงเล็กน้อย แต่ยินดีหยอดเหรียญช่วยเพื่อนที่ประสบภัยด้วยใจจริง ก็ได้ทำทานที่มีค่าเช่นกัน ส่วนผู้ที่บริจาคเงินจำนวนมากเพียงเพื่อให้ชื่อตนปรากฏในป้ายประกาศ ถ้าใจไม่ได้เลื่อมใสในการให้อย่างแท้จริง ก็ย่อมได้บุญน้อยกว่าที่ควรจะได้
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะทำบุญให้ทานจึงไม่ควรท้อใจว่าตนมีน้อย และไม่ควรประมาทว่าตนให้มากแล้วย่อมได้บุญมากเสมอไป แต่ควรรักษาใจให้ผ่องใสทุกครั้งที่ให้ ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้แล้ว สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ