เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ไมตรี” หมายถึงความเป็นมิตร ความรักใคร่และปรารถนาดีต่อกัน พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ คือการให้เป็นเสมือนเชือกที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ผู้ให้ย่อมมีเพื่อน และเพื่อนเหล่านั้นก็พร้อมจะช่วยเหลือเขาในยามที่ต้องการ
ขยายความบทตั้งการให้ที่ผูกไมตรีได้นั้น ไม่ได้หมายถึงการให้ทรัพย์สิ่งของเท่านั้น การให้คำพูดที่ดี การให้เวลา การให้ความช่วยเหลือด้วยแรงกาย การให้อภัย และการให้กำลังใจ ล้วนเป็นการให้ที่ผูกใจคนได้ทั้งสิ้น หลักธรรมที่เรียกว่าสังคหวัตถุ ๔ ก็ยกการให้ไว้เป็นข้อแรก แสดงว่าการให้เป็นหัวใจของการสร้างมิตรภาพ ตรงกันข้าม คนที่ตระหนี่ ไม่เคยแบ่งปัน และคิดแต่จะเอาจากผู้อื่น ย่อมหาเพื่อนแท้ได้ยาก เพราะไม่มีสิ่งใดผูกใจคนไว้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่รู้จักให้ย่อมทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุข จึงเป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย และมีผู้คนเป็นอันมากยินดีเข้ามาคบหาสมาคมด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงผลของการให้ไว้สองประการ ประการแรก ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก คือเป็นที่รักใคร่ชอบพอของคนทั้งหลาย ประการที่สอง คนหมู่มากย่อมคบเขา คือมีผู้คนอยากเข้าใกล้ อยากคบหาสมาคม และยินดีจะอยู่ร่วมด้วย ผลทั้งสองนี้เกิดขึ้นเพราะการให้ทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุข เมื่อคนได้รับความสุขจากผู้ใด ก็ย่อมรักและอยากคบหาผู้นั้น
อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระสูตรที่มาของพุทธภาษิตบทนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงอานิสงส์ของการให้ไว้หลายประการ เช่น ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก สัตบุรุษย่อมคบหา กิตติศัพท์อันดีงามย่อมขจรไป เข้าสู่ที่ประชุมใดก็องอาจไม่เก้อเขิน และเมื่อตายไปย่อมไปสู่สุคติ จะเห็นได้ว่า ความเป็นที่รักและการมีผู้คบหามากเป็นผลที่เห็นได้ในปัจจุบันชาตินี้เอง ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า และคนที่คบหาผู้ให้ก็มักเป็นคนดีด้วย เพราะคนดีย่อมชื่นชมความดีด้วยกัน
ตัวอย่างในชีวิตในโรงเรียน นักเรียนที่แบ่งปันความรู้ ช่วยอธิบายบทเรียนให้เพื่อนที่เรียนไม่ทัน ย่อมเป็นที่รักของเพื่อนร่วมชั้น ในที่ทำงาน ผู้ที่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเมื่อเขามีงานล้นมือ ย่อมได้รับความร่วมมือกลับคืนเมื่อตนเองต้องการ ในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านที่แบ่งผลไม้ในสวนให้กัน หรือช่วยกันดูแลบ้านเมื่อเจ้าของไม่อยู่ ย่อมอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น ความสัมพันธ์เหล่านี้ล้วนเริ่มต้นจากการให้ทั้งสิ้น
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะมีมิตรแท้และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข จึงควรเป็นฝ่ายให้ก่อน ให้ด้วยความจริงใจโดยไม่หวังผลตอบแทน เมื่อให้อยู่เสมอ ไมตรีก็จะงอกงามขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ