ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นตรี (ต่างประเทศ) · สนามหลวงกำหนดสุภาษิตให้ ๓ บท ให้ผู้สอบเลือกมาอ้างประกอบ ๑ บท · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา · ชุดจำลองเลือกจากสุภาษิตของชั้นนี้ในหลักสูตรฉบับปรับปรุง ๒๕๕๗
ชุดสุภาษิตที่ให้เลือก (จำลอง ๓ บท)
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นตรี (ต่างประเทศ) · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๔๒๗ ตัวอักษร (ราว ๒ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พหู
ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา
(องฺ. ปญฺก. ๒๒/๔๓)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้กล่าวถึงผลของการให้ไว้สองประการ ประการแรก ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก คือเป็นที่รักใคร่ชอบพอของคนทั้งหลาย ประการที่สอง คนหมู่มากย่อมคบเขา คือมีผู้คนอยากเข้าใกล้ อยากคบหาสมาคม และยินดีจะอยู่ร่วมด้วย ผลทั้งสองนี้เกิดขึ้นเพราะการให้ทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุข เมื่อคนได้รับความสุขจากผู้ใด ก็ย่อมรักและอยากคบหาผู้นั้น

ขยายความบทตั้งในพระสูตรที่มาของสุภาษิตนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงอานิสงส์ของการให้ไว้หลายประการ เช่น ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก สัตบุรุษย่อมคบหา กิตติศัพท์อันดีงามย่อมขจรไป เข้าสู่ที่ประชุมใดก็องอาจไม่เก้อเขิน และเมื่อตายไปย่อมไปสู่สุคติ จะเห็นได้ว่า ความเป็นที่รักและการมีผู้คบหามากเป็นผลที่เห็นได้ในปัจจุบันชาตินี้เอง ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า และคนที่คบหาผู้ให้ก็มักเป็นคนดีด้วย เพราะคนดีย่อมชื่นชมความดีด้วยกัน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑การให้เปรียบเหมือนสายใยที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ผู้ที่รู้จักให้และแบ่งปันย่อมผูกไมตรีกับผู้อื่นไว้ได้ ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีและมีมิตรคอยช่วยเหลือ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ไมตรี” หมายถึงความเป็นมิตร ความรักใคร่และปรารถนาดีต่อกัน พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ คือการให้เป็นเสมือนเชือกที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ผู้ให้ย่อมมีเพื่อน และเพื่อนเหล่านั้นก็พร้อมจะช่วยเหลือเขาในยามที่ต้องการ

อธิบายบทเชื่อม ๑การให้ที่ผูกไมตรีได้นั้น ไม่ได้หมายถึงการให้ทรัพย์สิ่งของเท่านั้น การให้คำพูดที่ดี การให้เวลา การให้ความช่วยเหลือด้วยแรงกาย การให้อภัย และการให้กำลังใจ ล้วนเป็นการให้ที่ผูกใจคนได้ทั้งสิ้น หลักธรรมที่เรียกว่าสังคหวัตถุ ๔ ก็ยกการให้ไว้เป็นข้อแรก แสดงว่าการให้เป็นหัวใจของการสร้างมิตรภาพ ตรงกันข้าม คนที่ตระหนี่ ไม่เคยแบ่งปัน และคิดแต่จะเอาจากผู้อื่น ย่อมหาเพื่อนแท้ได้ยาก เพราะไม่มีสิ่งใดผูกใจคนไว้

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ครูที่ทุ่มเทให้ความรู้แก่ศิษย์อย่างเต็มกำลังโดยไม่หวงวิชา ย่อมเป็นที่รักของศิษย์ และศิษย์ก็ระลึกถึงแม้จบการศึกษาไปนานแล้ว ผู้นำชุมชนที่เสียสละทั้งเวลาและทรัพย์เพื่อพัฒนาหมู่บ้าน ย่อมเป็นที่รักของชาวบ้าน และเมื่อจะทำการใดก็มีผู้คนมาร่วมมือมากมาย นักเรียนที่มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมมีเพื่อนมากและเป็นที่ไว้วางใจของครู

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นที่รักของผู้อื่นจึงไม่ต้องไปหาเครื่องรางหรือเสน่ห์ใด ๆ เพียงแต่เป็นผู้ให้อยู่เสมอ ให้ด้วยความจริงใจตามกำลังของตน ความรักและมิตรภาพก็จะตามมาเอง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พหู
ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก