เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า คนควรให้ของที่ควรให้ ข้อความนี้มีความหมายสองชั้น ชั้นแรกเป็นคำชักชวนว่า มนุษย์ควรเป็นผู้ให้ ไม่ควรเป็นคนตระหนี่ เพราะการให้เป็นคุณธรรมเบื้องต้นของความเป็นคนดี ชั้นที่สองเป็นเครื่องเตือนว่า สิ่งที่ให้ต้องเป็นของที่ควรให้ คือเป็นของที่ได้มาโดยสุจริต และเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ ไม่ใช่สิ่งที่นำโทษหรือความเสื่อมมาให้
ขยายความบทตั้งของที่ควรให้ ได้แก่ สิ่งที่ได้มาด้วยความสุจริต สิ่งที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ เช่น อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย รวมทั้งความรู้ คำแนะนำที่ถูกต้อง และธรรมะ ส่วนของที่ไม่ควรให้ ได้แก่ สิ่งที่ได้มาโดยการลักขโมยหรือฉ้อโกง สิ่งที่เป็นเหตุแห่งความประมาทและความเสื่อม เช่น สุรา ยาเสพติด อาวุธที่ใช้ทำร้ายผู้อื่น หรือการให้ที่ทำให้ผู้รับเกียจคร้านไม่พึ่งตนเอง การให้ของที่ไม่ควรให้ แม้ผู้ให้จะมีเจตนาดี ก็อาจก่อความเสียหายแก่ผู้รับและสังคมได้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทั้งด้วยการให้ การช่วยเหลือ และการไม่เบียดเบียน เป็นเหตุให้ตนเองได้รับความสุขตอบแทนเช่นกัน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ปราชญ์” หมายถึงผู้มีปัญญา รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ ส่วน “ผู้ให้ความสุข” หมายถึงผู้ที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทั้งด้วยการให้สิ่งของ การช่วยเหลือ และการไม่เบียดเบียน พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้มีปัญญาที่ให้ความสุขแก่ผู้อื่น ย่อมได้รับความสุขตอบแทน เป็นไปตามหลักว่า ทำเหตุเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น
อธิบายบทเชื่อม ๑ที่ท่านใช้คำว่า “ปราชญ์ผู้ให้” ก็เพราะการให้ความสุขที่แท้จริงต้องอาศัยปัญญา ผู้ให้ต้องรู้ว่าความสุขที่ตนให้นั้นเป็นความสุขที่ดีงาม ไม่ใช่ความสุขที่นำไปสู่ความเสื่อม เช่น การชวนเพื่อนไปเที่ยวเตร่มั่วสุม แม้เพื่อนจะสนุก แต่ก็ไม่ใช่การให้ความสุขที่ถูกต้อง ส่วนการให้ความสุขด้วยปัญญา คือการทำให้ผู้อื่นสบายใจ ปลอดภัย และเจริญขึ้น เมื่อให้เช่นนี้ ผู้ให้ย่อมได้รับความสุขตั้งแต่ขณะที่ให้ คือความอิ่มใจ และได้รับความสุขในภายหลัง คือความรัก ความเคารพ และความช่วยเหลือจากผู้อื่น
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง ผู้ที่ต้องการเลี้ยงฉลองให้เพื่อน ควรเลือกเลี้ยงอาหารที่ดีมีประโยชน์ มากกว่าการเลี้ยงสิ่งมึนเมา ผู้ที่อยากช่วยเหลือญาติที่ตกงาน ควรช่วยหางานหรือให้ทุนประกอบอาชีพ มากกว่าให้เงินใช้จ่ายไปวัน ๆ จนเขาไม่ขวนขวายหาเลี้ยงตัวเอง พ่อแม่ที่รักลูก ควรให้การศึกษาและการอบรมที่ดีแก่ลูก ซึ่งมีค่ากว่าการตามใจให้ทุกอย่างที่ลูกขอ
สรุปสรุปความว่า การให้จึงเป็นทั้งคุณธรรมและศิลปะ ต้องมีทั้งใจที่เสียสละและปัญญาที่รู้ว่าสิ่งใดควรให้ สิ่งใดไม่ควรให้ ผู้ที่ให้ถูกต้องย่อมได้บุญและได้ช่วยผู้อื่นอย่างแท้จริง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ