ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นตรี (ต่างประเทศ) · สนามหลวงกำหนดสุภาษิตให้ ๓ บท ให้ผู้สอบเลือกมาอ้างประกอบ ๑ บท · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา · ชุดจำลองเลือกจากสุภาษิตของชั้นนี้ในหลักสูตรฉบับปรับปรุง ๒๕๕๗
ชุดสุภาษิตที่ให้เลือก (จำลอง ๓ บท)
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นตรี (ต่างประเทศ) · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๔๓๐ ตัวอักษร (ราว ๒ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ปาเป น รมตี สุจิ
คนสะอาดไม่ยินดีในความชั่ว
(วิ. มหา. ๕/๓๔)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “คนสะอาด” ในพุทธศาสนสุภาษิตนี้ ไม่ได้หมายถึงคนที่ร่างกายสะอาดเท่านั้น แต่หมายถึงคนที่มีใจสะอาด มีความประพฤติบริสุทธิ์ทั้งทางกาย วาจา และใจ ส่วนคำว่า “ไม่ยินดีในความชั่ว” หมายความว่าไม่พอใจ ไม่ชอบ และไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความชั่ว พุทธภาษิตนี้แสดงลักษณะของคนดีว่า คนที่มีใจบริสุทธิ์ย่อมไม่สนุกกับความชั่ว แม้จะมีโอกาสทำก็ไม่อยากทำ

ขยายความบทตั้งความยินดีหรือไม่ยินดีในความชั่ว เป็นเครื่องวัดความสะอาดของใจได้อย่างดี เหมือนคนที่ชอบความสะอาดย่อมรังเกียจสิ่งสกปรก ไม่อยากเข้าใกล้ คนที่ใจสะอาดก็ย่อมรังเกียจความชั่ว เห็นความชั่วเป็นของน่าขยะแขยง ไม่ใช่ของน่าสนุก ความรู้สึกเช่นนี้เกิดจากการมีหิริ คือความละอายต่อบาป และโอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อผลของบาป เมื่อมีธรรมสองประการนี้กำกับใจ ความชั่วย่อมไม่มีช่องทางเข้ามาครอบงำได้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนที่ไม่รักษาความสัตย์และมักพูดมุสาเป็นนิสัย ย่อมพร้อมจะทำความชั่วได้ทุกอย่าง เพราะได้ละทิ้งหลักประกันที่สำคัญที่สุดของความดีไปแล้ว สมดังนัยแห่งพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “มุสา” หมายถึงความเท็จ การพูดโกหก การพูดไม่ตรงกับความจริงเพื่อหลอกผู้อื่น พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนที่มักพูดมุสาเป็นนิสัย ความชั่วที่เขาจะไม่ทำนั้นไม่มีเลย กล่าวคือ คนที่ไม่รักษาความสัตย์ย่อมพร้อมจะทำความชั่วได้ทุกอย่าง เพราะเขาได้ละทิ้งหลักประกันที่สำคัญที่สุดของความดีไปแล้ว

อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่ล่วงธรรมอย่างหนึ่งคือความสัตย์ พูดมุสาเป็นปกติ และไม่คำนึงถึงโลกหน้า บาปที่เขาจะไม่ทำย่อมไม่มี เหตุผลก็คือ การโกหกเป็นเครื่องมือปกปิดความชั่วทั้งปวง คนที่ทำผิดแล้วกล้าโกหก ย่อมคิดว่าตนสามารถปกปิดความผิดได้ จึงกล้าทำผิดต่อไปเรื่อย ๆ ส่วนคนที่รักษาความสัตย์ เมื่อทำผิดก็ยอมรับ ความผิดจึงไม่พอกพูน ความสัตย์จึงเปรียบเหมือนประตูที่กั้นความชั่วทั้งหลายไว้ เมื่อประตูนี้พังลง ความชั่วอื่น ๆ ก็ไหลเข้ามาได้โดยง่าย

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง เมื่อเพื่อนชวนไปทำสิ่งที่ผิด เช่น ชวนกันแกล้งเพื่อนที่อ่อนแอกว่า ชวนไปขีดเขียนทำลายทรัพย์สินสาธารณะ หรือชวนไปลองยาเสพติด คนที่ใจสะอาดย่อมรู้สึกไม่สบายใจและปฏิเสธโดยไม่ลังเล เมื่อได้ยินเรื่องราวการโกงหรือการทำร้ายผู้อื่น คนที่ใจสะอาดย่อมไม่รู้สึกชื่นชม แต่รู้สึกสลดใจและไม่ปรารถนาจะทำเช่นนั้น

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการรักษาใจให้สะอาด จึงควรหมั่นพิจารณาโทษของความชั่ว คบหาคนดี และฝึกความละอายต่อบาปให้เข้มแข็ง เมื่อใจสะอาดแล้ว ความชั่วย่อมไม่มีเสน่ห์ใด ๆ ที่จะดึงดูดได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ปาเป น รมตี สุจิ
คนสะอาดไม่ยินดีในความชั่ว

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก