ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นตรี (ต่างประเทศ) · สนามหลวงกำหนดสุภาษิตให้ ๓ บท ให้ผู้สอบเลือกมาอ้างประกอบ ๑ บท · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา · ชุดจำลองเลือกจากสุภาษิตของชั้นนี้ในหลักสูตรฉบับปรับปรุง ๒๕๕๗
ชุดสุภาษิตที่ให้เลือก (จำลอง ๓ บท)
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นตรี (ต่างประเทศ) · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๔๙๘ ตัวอักษร (ราว ๒ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา
คนมักทำบาปกรรมเพราะความหลง
(ม. ม. ๑๓/๔๑๓)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ความหลง” หรือโมหะ หมายถึงความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความมืดมัวของใจที่ทำให้มองไม่เห็นว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดเป็นโทษ พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า คนมักทำบาปกรรมเพราะความหลง กล่าวคือ ความชั่วส่วนมากเกิดขึ้นเพราะคนไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่เข้าใจอย่างแท้จริง จึงทำลงไปด้วยความเข้าใจผิด

ขยายความบทตั้งความหลงเปรียบเหมือนความมืด คนที่เดินในความมืดย่อมสะดุด ตกหลุม หรือเดินผิดทางได้ง่าย ฉันใด คนที่ใจถูกความหลงครอบงำ ก็ย่อมทำผิดพลาดได้ง่ายฉันนั้น เขาอาจหลงคิดว่าความชั่วเป็นทางลัดไปสู่ความสำเร็จ หลงคิดว่าการเบียดเบียนผู้อื่นจะทำให้ตนได้ประโยชน์ หรือหลงคิดว่าไม่มีใครรู้เห็น จึงทำชั่วได้โดยไม่ต้องรับผล ความหลงยังเป็นรากเหง้าที่ทำให้ความโลภและความโกรธเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะเมื่อไม่รู้เท่าทันใจตนเอง ก็ย่อมตกเป็นทาสของกิเลสทั้งปวง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนที่ไม่รักษาความสัตย์และมักพูดมุสาเป็นนิสัย ย่อมพร้อมจะทำความชั่วได้ทุกอย่าง เพราะได้ละทิ้งหลักประกันที่สำคัญที่สุดของความดีไปแล้ว สมดังนัยแห่งพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “มุสา” หมายถึงความเท็จ การพูดโกหก การพูดไม่ตรงกับความจริงเพื่อหลอกผู้อื่น พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนที่มักพูดมุสาเป็นนิสัย ความชั่วที่เขาจะไม่ทำนั้นไม่มีเลย กล่าวคือ คนที่ไม่รักษาความสัตย์ย่อมพร้อมจะทำความชั่วได้ทุกอย่าง เพราะเขาได้ละทิ้งหลักประกันที่สำคัญที่สุดของความดีไปแล้ว

อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่ล่วงธรรมอย่างหนึ่งคือความสัตย์ พูดมุสาเป็นปกติ และไม่คำนึงถึงโลกหน้า บาปที่เขาจะไม่ทำย่อมไม่มี เหตุผลก็คือ การโกหกเป็นเครื่องมือปกปิดความชั่วทั้งปวง คนที่ทำผิดแล้วกล้าโกหก ย่อมคิดว่าตนสามารถปกปิดความผิดได้ จึงกล้าทำผิดต่อไปเรื่อย ๆ ส่วนคนที่รักษาความสัตย์ เมื่อทำผิดก็ยอมรับ ความผิดจึงไม่พอกพูน ความสัตย์จึงเปรียบเหมือนประตูที่กั้นความชั่วทั้งหลายไว้ เมื่อประตูนี้พังลง ความชั่วอื่น ๆ ก็ไหลเข้ามาได้โดยง่าย

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง คนที่หลงเชื่อคำชักชวนให้ลงทุนโดยไม่ตรวจสอบ ก็อาจถูกหลอกให้ร่วมทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว วัยรุ่นที่หลงคิดว่าการใช้ความรุนแรงเป็นความเท่ ก็อาจทำร้ายผู้อื่นจนต้องรับโทษ ผู้ที่หลงเชื่อข่าวลือโดยไม่พิจารณา ก็อาจส่งต่อข้อความใส่ร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้ว่าตนกำลังทำบาปทางวาจา ความผิดเหล่านี้ล้วนเกิดจากความหลงทั้งสิ้น

สรุปสรุปความว่า วิธีป้องกันบาปที่เกิดจากความหลง คือการเจริญปัญญา หมั่นศึกษา ฟังคำแนะนำของผู้รู้ คิดพิจารณาก่อนทำ และมีสติรู้เท่าทันใจของตน เมื่อปัญญาสว่างขึ้น ความหลงก็จางหายไป บาปกรรมก็ลดลงตามไปด้วย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา
คนมักทำบาปกรรมเพราะความหลง

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก