ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · สนามหลวงกำหนดสุภาษิตให้ ๕ บท ให้ผู้สอบเลือกมาอ้างประกอบ ๒ บท · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา · ชุดจำลองเลือกจากสุภาษิตของชั้นนี้ในหลักสูตรฉบับปรับปรุง ๒๕๕๗
ชุดสุภาษิตที่ให้เลือก (จำลอง ๕ บท)
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๒๖๙ ตัวอักษร (ราว ๔ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถนพหุนาปิ น หาปเย
อตฺตทตฺถมภิญฺญายสทตฺถปสุโต สิยา
บุคคลไม่ควรพล่าประโยชน์ของตน เพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก รู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงขวนขวายในประโยชน์ของตน
(ขุ.ธ. ๒๕/๓๗)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “พล่า” หมายถึงทำให้เสียไปหรือละทิ้งไป ส่วน “ประโยชน์ของตน” ในที่นี้หมายถึงประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิต คือการพัฒนาตนให้มีความรู้ ความดี และความพ้นทุกข์ สุภาษิตนี้สอนให้รู้จักจัดลำดับความสำคัญ ไม่ทิ้งหน้าที่หลักของตนเพื่อไปทำเรื่องอื่นจนตนเองเสียหาย

ขยายความบทตั้งในพระธรรมบท สุภาษิตนี้เกี่ยวกับพระอัตตทัตถเถระ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่าจะปรินิพพาน ภิกษุจำนวนมากพากันมาห้อมล้อมเฝ้าพระองค์ แต่พระเถระตั้งใจเร่งปฏิบัติธรรมให้บรรลุผลก่อน พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า การปฏิบัติตามธรรมนั้นเป็นการบูชาพระศาสดาอย่างแท้จริง เรื่องนี้แสดงว่า ประโยชน์ของตนที่สุภาษิตกล่าวถึง มิได้หมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุหรือความเห็นแก่ตัว แต่หมายถึงการทำหน้าที่สำคัญของตนให้สำเร็จ

ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม สุภาษิตนี้ไม่ได้สอนให้ละเลยการช่วยเหลือผู้อื่น พระพุทธศาสนาสอนทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น แต่ผู้ที่ยังไม่พัฒนาตนเองย่อมช่วยผู้อื่นได้จำกัด เหมือนผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็นย่อมช่วยคนจมน้ำได้ยาก การพัฒนาตนจึงเป็นพื้นฐานของการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างได้ผลและยั่งยืน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่จะสอนผู้อื่นย่อมต้องปฏิบัติตามสิ่งที่ตนสอนให้ได้ก่อน เพราะคำสอนจะมีน้ำหนักเมื่อผู้สอนทำได้จริง และการฝึกตนเองนั้นยากกว่าการบอกให้ผู้อื่นทำ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้ผู้ที่จะสอนผู้อื่นปฏิบัติตามสิ่งที่ตนสอนก่อน เพราะคำสอนจะมีน้ำหนักเมื่อผู้สอนทำได้จริง และเตือนให้เห็นว่าการฝึกตนเองเป็นเรื่องยากกว่าการบอกให้ผู้อื่นทำ

อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พุทธภาษิตบทนี้เกี่ยวกับพระปธานิกติสสเถระ ท่านเตือนภิกษุหนุ่มทั้งหลายให้ตั้งใจบำเพ็ญเพียร แต่ตนเองกลับนอนหลับในเวลาที่ควรปฏิบัติ ภิกษุเหล่านั้นจึงพักผ่อนไม่เพียงพอและปฏิบัติไม่ก้าวหน้า พระพุทธองค์จึงตรัสสอนว่า ผู้สอนควรทำตนให้ได้อย่างที่สอนก่อน เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การสอนโดยไม่ทำเอง นอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย

อธิบายบทเชื่อม ๑การฝึกตนยากเพราะเราเห็นความผิดของผู้อื่นได้ง่าย แต่เห็นความผิดของตนเองได้ยาก และความเคยชินในใจก็ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การบอกให้คนอื่นเลิกนิสัยไม่ดีใช้เพียงคำพูด แต่การเลิกนิสัยนั้นในตนเองต้องใช้ความอดทน สติ และความเพียรต่อเนื่อง ผู้ที่ฝึกตนได้แล้วจึงเข้าใจความยากของการเปลี่ยนแปลง และสามารถแนะนำผู้อื่นได้อย่างเห็นใจและได้ผล

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลจะแนะนำพร่ำสอนผู้อื่น หากตนเองยังประพฤติไม่ได้ตามที่สอน ย่อมถูกติเตียนและเสื่อมเสีย แต่หากตั้งตนไว้ในความดีก่อน คำสอนนั้นก็ย่อมมีน้ำหนักและตนก็ไม่มัวหมอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “คุณอันสมควร” หมายถึงความประพฤติและคุณธรรมที่เหมาะแก่ฐานะและสิ่งที่ตนจะสอน ส่วน “ไม่มัวหมอง” หมายถึงไม่ถูกติเตียน ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียง และไม่เดือดร้อนใจ พุทธภาษิตบทนี้สอนลำดับที่ถูกต้อง คือ ปรับปรุงตนก่อน แล้วจึงสอนผู้อื่น

อธิบายบทเชื่อม ๒ในพระธรรมบท พุทธภาษิตบทนี้เกี่ยวกับพระอุปนันทะ ซึ่งเป็นผู้แสดงธรรมเรื่องความมักน้อยสันโดษได้ไพเราะ แต่ตนเองกลับมีความโลภในปัจจัย เมื่อความจริงปรากฏ จึงถูกติเตียน พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน เรื่องนี้ชี้ว่า ความสามารถในการพูดหรือการสอน หากไม่มีความประพฤติรองรับ ย่อมนำความมัวหมองมาสู่ผู้สอนเอง

อธิบายบทเชื่อม ๒สุภาษิตบทนี้ใกล้เคียงกับบทที่สอนว่า “ถ้าสอนผู้อื่นฉันใด พึงทำตนฉันนั้น” แต่เน้นเรื่องผลที่เกิดกับผู้สอน คือความมัวหมองหรือความบริสุทธิ์ใจของตน ผู้ที่ตั้งตนไว้ในความดีก่อน เมื่อสอนผู้อื่นย่อมพูดได้เต็มปาก ไม่ต้องกลัวว่าผู้ฟังจะย้อนถามถึงความประพฤติของตน และคำสอนนั้นก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่รับปากช่วยงานของเพื่อนทุกคน จนไม่มีเวลาทบทวนบทเรียนของตนเองและสอบไม่ผ่าน ย่อมเป็นการพล่าประโยชน์ของตน ผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมจนละเลยสุขภาพของตนเองหรือการดูแลครอบครัว ก็อาจทำให้ไม่สามารถทำประโยชน์ได้ต่อไปนาน ส่วนผู้ที่ตั้งใจเรียน ทำหน้าที่ของตนให้ดี แล้วแบ่งเวลาช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเหมาะสม ย่อมได้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาชีวิตที่มีคุณค่าจึงควรรู้ว่าอะไรคือหน้าที่และประโยชน์ที่แท้จริงของตน ตั้งใจทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ และช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ทิ้งหลักของตน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถนพหุนาปิ น หาปเย
อตฺตทตฺถมภิญฺญายสทตฺถปสุโต สิยา
บุคคลไม่ควรพล่าประโยชน์ของตน เพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก รู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงขวนขวายในประโยชน์ของตน

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก