เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “คุณอันสมควร” หมายถึงความประพฤติและคุณธรรมที่เหมาะแก่ฐานะและสิ่งที่ตนจะสอน ส่วน “ไม่มัวหมอง” หมายถึงไม่ถูกติเตียน ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียง และไม่เดือดร้อนใจ สุภาษิตนี้สอนลำดับที่ถูกต้อง คือ ปรับปรุงตนก่อน แล้วจึงสอนผู้อื่น
ขยายความบทตั้งในพระธรรมบท สุภาษิตนี้เกี่ยวกับพระอุปนันทะ ซึ่งเป็นผู้แสดงธรรมเรื่องความมักน้อยสันโดษได้ไพเราะ แต่ตนเองกลับมีความโลภในปัจจัย เมื่อความจริงปรากฏ จึงถูกติเตียน พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน เรื่องนี้ชี้ว่า ความสามารถในการพูดหรือการสอน หากไม่มีความประพฤติรองรับ ย่อมนำความมัวหมองมาสู่ผู้สอนเอง
ขยายความบทตั้งสุภาษิตบทนี้ใกล้เคียงกับบทที่สอนว่า “ถ้าสอนผู้อื่นฉันใด พึงทำตนฉันนั้น” แต่เน้นเรื่องผลที่เกิดกับผู้สอน คือความมัวหมองหรือความบริสุทธิ์ใจของตน ผู้ที่ตั้งตนไว้ในความดีก่อน เมื่อสอนผู้อื่นย่อมพูดได้เต็มปาก ไม่ต้องกลัวว่าผู้ฟังจะย้อนถามถึงความประพฤติของตน และคำสอนนั้นก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่รู้จักจัดลำดับความสำคัญ ย่อมไม่ละทิ้งประโยชน์ของตน คือการพัฒนาตนให้มีความรู้ ความดี และความพ้นทุกข์ เพียงเพราะมัวไปทำประโยชน์อื่นจนตนเองเสียหาย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “พล่า” หมายถึงทำให้เสียไปหรือละทิ้งไป ส่วน “ประโยชน์ของตน” ในที่นี้หมายถึงประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิต คือการพัฒนาตนให้มีความรู้ ความดี และความพ้นทุกข์ พุทธภาษิตบทนี้สอนให้รู้จักจัดลำดับความสำคัญ ไม่ทิ้งหน้าที่หลักของตนเพื่อไปทำเรื่องอื่นจนตนเองเสียหาย
อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พุทธภาษิตบทนี้เกี่ยวกับพระอัตตทัตถเถระ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่าจะปรินิพพาน ภิกษุจำนวนมากพากันมาห้อมล้อมเฝ้าพระองค์ แต่พระเถระตั้งใจเร่งปฏิบัติธรรมให้บรรลุผลก่อน พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า การปฏิบัติตามธรรมนั้นเป็นการบูชาพระศาสดาอย่างแท้จริง เรื่องนี้แสดงว่า ประโยชน์ของตนที่สุภาษิตกล่าวถึง มิได้หมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุหรือความเห็นแก่ตัว แต่หมายถึงการทำหน้าที่สำคัญของตนให้สำเร็จ
อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนให้ละเลยการช่วยเหลือผู้อื่น พระพุทธศาสนาสอนทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น แต่ผู้ที่ยังไม่พัฒนาตนเองย่อมช่วยผู้อื่นได้จำกัด เหมือนผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็นย่อมช่วยคนจมน้ำได้ยาก การพัฒนาตนจึงเป็นพื้นฐานของการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างได้ผลและยั่งยืน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลฝึกตนดีแล้ว จึงสมควรฝึกผู้อื่นต่อไป ต่างจากผู้ที่สอนผู้อื่นได้แต่ปาก ทั้งที่ตนเองยังไม่อาจทำตามคำสอนนั้นได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้ผู้ที่จะสอนผู้อื่นปฏิบัติตามสิ่งที่ตนสอนก่อน เพราะคำสอนจะมีน้ำหนักเมื่อผู้สอนทำได้จริง และเตือนให้เห็นว่าการฝึกตนเองเป็นเรื่องยากกว่าการบอกให้ผู้อื่นทำ
อธิบายบทเชื่อม ๒ในพระธรรมบท พุทธภาษิตบทนี้เกี่ยวกับพระปธานิกติสสเถระ ท่านเตือนภิกษุหนุ่มทั้งหลายให้ตั้งใจบำเพ็ญเพียร แต่ตนเองกลับนอนหลับในเวลาที่ควรปฏิบัติ ภิกษุเหล่านั้นจึงพักผ่อนไม่เพียงพอและปฏิบัติไม่ก้าวหน้า พระพุทธองค์จึงตรัสสอนว่า ผู้สอนควรทำตนให้ได้อย่างที่สอนก่อน เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การสอนโดยไม่ทำเอง นอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย
อธิบายบทเชื่อม ๒การฝึกตนยากเพราะเราเห็นความผิดของผู้อื่นได้ง่าย แต่เห็นความผิดของตนเองได้ยาก และความเคยชินในใจก็ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การบอกให้คนอื่นเลิกนิสัยไม่ดีใช้เพียงคำพูด แต่การเลิกนิสัยนั้นในตนเองต้องใช้ความอดทน สติ และความเพียรต่อเนื่อง ผู้ที่ฝึกตนได้แล้วจึงเข้าใจความยากของการเปลี่ยนแปลง และสามารถแนะนำผู้อื่นได้อย่างเห็นใจและได้ผล
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่รณรงค์ให้ผู้อื่นลดการใช้พลาสติก ควรเริ่มลดการใช้ของตนเองก่อน ผู้ที่สอนเรื่องการประหยัด ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือยให้ผู้อื่นเห็น นักเรียนที่เป็นหัวหน้าห้องและต้องดูแลให้เพื่อนรักษาความสะอาด ควรเริ่มจากเก็บขยะบริเวณโต๊ะของตนเอง เมื่อทำได้เช่นนี้ การตักเตือนผู้อื่นย่อมได้รับการยอมรับ
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องทำหน้าที่แนะนำหรือสั่งสอนผู้อื่น จึงควรตรวจดูตนเองอยู่เสมอ และตั้งตนไว้ในความดีที่ตนสอนก่อน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ