ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · สนามหลวงกำหนดสุภาษิตให้ ๕ บท ให้ผู้สอบเลือกมาอ้างประกอบ ๒ บท · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา · ชุดจำลองเลือกจากสุภาษิตของชั้นนี้ในหลักสูตรฉบับปรับปรุง ๒๕๕๗
ชุดสุภาษิตที่ให้เลือก (จำลอง ๕ บท)
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๗๓๘ ตัวอักษร (ราว ๕ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อถ ปาปานิ กมฺมานิกรํ พาโล น พุชฺฌติ
เสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธอคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ
เมื่อคนโง่มีปัญญาทราม ทำกรรมชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก เขาเดือดร้อนเพราะกรรมของตน เหมือนถูกไฟไหม้
(ขุ. ธ. ๒๕/๓๓)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า คนพาลทำความชั่วโดยไม่รู้ชัดถึงผลร้ายที่จะตามมา แต่เมื่อกรรมชั่วให้ผล ตนเองก็ต้องได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งที่ทำไว้ คำว่า “คนพาล” ในที่นี้มุ่งถึงผู้ขาดปัญญาพิจารณาบาปบุญคุณโทษ มิได้หมายถึงผู้มีการศึกษาน้อย

ขยายความบทตั้งคำว่า “ไม่รู้สึก” ในบทนี้ อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงไม่รู้ว่ากรรมที่ตนทำจะให้ผลอย่างไร มิใช่ไม่รู้ว่ากำลังทำความชั่ว เช่น บางคนรู้ว่าการโกงหรือทำร้ายผู้อื่นเป็นสิ่งผิด แต่ยังทำเพราะอยากได้ประโยชน์หรืออยากแก้แค้น โดยไม่ได้ตระหนักถึงผลร้ายที่จะตามมา ส่วนคำว่า “เหมือนถูกไฟไหม้” แสดงถึงความทุกข์ร้อนจากผลของกรรมชั่ว ซึ่งอรรถกถากล่าวถึงความทุกข์ในนรกด้วย จึงมีความหมายกว้างกว่าความเสียใจเมื่อรู้ว่าตนทำผิด

ขยายความบทตั้งข้อคิดสำคัญคือ เราไม่ควรมองเพียงความพอใจหรือผลประโยชน์ที่ได้รับในขณะนั้น แต่ควรใช้สติและปัญญาพิจารณาก่อนทำว่า สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่ จะเบียดเบียนใคร และอาจเกิดผลเสียอย่างไร แม้กำลังโกรธหรืออยากได้สิ่งใดมาก ก็ควรหยุดคิด ไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไปทำผิด การยังไม่เห็นผลร้ายในทันทีไม่ได้ทำให้ความชั่วกลายเป็นสิ่งที่ควรทำ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ผัดวันประกันพรุ่ง ปล่อยกิจที่ควรทำก่อนไว้ทำในภายหลัง ย่อมต้องเดือดร้อนเมื่อถึงเวลาจวนตัว เพราะงานที่รีบทำอย่างกระชั้นชิดมักทำได้ไม่ดี สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้รู้จักจัดลำดับงานและลงมือทำในเวลาที่เหมาะสม ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเมื่อปล่อยงานสำคัญไว้จนกระชั้นชิด ก็อาจต้องรีบทำจนผิดพลาดและเกิดความเดือดร้อนตามมา

อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาวรุณชาดก มีเรื่องเล่าว่า มาณพหรือชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งไปหาฟืนในป่า มาณพคนหนึ่งเห็นต้นกุ่มแล้วเข้าใจว่าเป็นไม้แห้ง จึงคิดว่านอนพักก่อนแล้วค่อยหักฟืน เมื่อเพื่อนปลุกจึงรีบปีนขึ้นไปหักกิ่งไม้ จนกิ่งไม้ดีดถูกตาบาดเจ็บ เขานำฟืนสดกลับไปวางทับฟืนของเพื่อน เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ต้มข้าวหยิบฟืนสดนั้นไปใช้ แต่ก่อไฟไม่สำเร็จจนสาย ทำให้หมู่คณะไม่ได้เดินทางตามกำหนด เรื่องนี้แสดงว่า การผัดผ่อนแล้วเร่งทำในภายหลังอาจสร้างความเสียหายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

อธิบายบทเชื่อม ๑งานแต่ละอย่างมีลำดับและเวลาที่เหมาะสม บางงานต้องทำให้เสร็จก่อนจึงจะเริ่มงานอื่นได้ การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยให้มีเวลาคิด ตรวจสอบ และแก้ไขข้อผิดพลาด แต่เมื่อปล่อยจนใกล้หมดเวลา ก็อาจทำได้เพียงให้เสร็จ โดยไม่มีโอกาสตรวจดูให้รอบคอบ ความเดือดร้อนบางอย่างจึงเกิดจากการผัดผ่อนและเตรียมตัวไม่ทัน ทั้งที่สามารถลดปัญหาได้ด้วยการเริ่มลงมือให้เร็วขึ้น

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลสร้างความสุขให้ตนเองบนความทุกข์ของผู้อื่น ด้วยการใช้กำลังหรืออาชญาเบียดเบียนเขา ความสุขที่ได้มานั้นย่อมไม่ยั่งยืน และเขาย่อมไม่ได้สุขเมื่อละโลกนี้ไปแล้ว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “สัตว์ทั้งหลาย” ครอบคลุมทั้งมนุษย์และสัตว์อื่น ๆ ส่วน “อาชญา” ในที่นี้หมายถึงท่อนไม้หรือเครื่องประหารที่ใช้ทำร้าย และ “ละไปแล้ว” หมายถึงหลังจากตายแล้ว พุทธภาษิตบทนี้เตือนว่า การแสวงหาความสุขให้ตนด้วยการเบียดเบียนชีวิตอื่นเป็นกรรมชั่ว และไม่นำไปสู่ความสุขในโลกหน้า

อธิบายบทเชื่อม ๒ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังใช้ไม้ตีงู เมื่อทรงถามถึงเหตุที่ทำเช่นนั้น เด็กตอบว่าเพราะกลัวงูกัด พระองค์จึงตรัสสอนว่า ผู้ปรารถนาความสุขแก่ตนไม่ควรทำร้ายสัตว์อื่น แล้วทรงแสดงพระคาถานี้ เรื่องดังกล่าวชวนให้พิจารณาว่า เรารักชีวิตและไม่อยากเจ็บปวดฉันใด ชีวิตอื่นก็ต้องการความสุขและไม่อยากถูกทำร้ายฉันนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่นอาจได้รับความพอใจหรือประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ความพอใจนั้นเกิดขึ้นบนความทุกข์ของอีกฝ่าย ทั้งยังอาจก่อความหวาดกลัว ความขัดแย้ง และความบาดหมาง การทำร้ายจนเคยชินยังอาจทำให้มองข้ามความเจ็บปวดของผู้อื่นได้ง่ายขึ้น เราจึงควรฝึกเมตตาและพิจารณาว่า สิ่งที่กำลังทำเพื่อความสุขของตนนั้นสร้างความเดือดร้อนแก่ใครหรือไม่

ตัวอย่างในชีวิตเมื่อนำข้อคิดนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ดื่มแล้วขับอาจมองข้ามอันตราย ทั้งที่การกระทำนั้นเสี่ยงทำให้ตนเองและผู้อื่นบาดเจ็บ ผู้ที่โพสต์ข้อความใส่ร้ายผู้อื่นด้วยความสะใจ อาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียหาย และทำให้ตนสูญเสียความน่าเชื่อถือ ส่วนนักเรียนที่ลอกการบ้านเป็นประจำ แม้ส่งงานได้ทัน แต่ก็เสียโอกาสฝึกฝนและอาจไม่เข้าใจบทเรียน ตัวอย่างเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่า ความพอใจชั่วครู่สามารถนำไปสู่ความเดือดร้อนภายหลังได้

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ไม่ปรารถนาความทุกข์ร้อนจึงควรฝึกสติและปัญญา รู้จักยับยั้งตนเมื่อกำลังจะทำผิด หากเคยทำผิดไปแล้วก็ควรยอมรับ แก้ไขความเสียหายเท่าที่ทำได้ และตั้งใจไม่ทำซ้ำ แม้ไม่อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนสิ่งที่ทำแล้ว แต่ก็สามารถหยุดสร้างเหตุแห่งความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นได้ เราจึงไม่ควรประมาทต่อการกระทำของตน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อถ ปาปานิ กมฺมานิกรํ พาโล น พุชฺฌติ
เสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธอคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ
เมื่อคนโง่มีปัญญาทราม ทำกรรมชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก เขาเดือดร้อนเพราะกรรมของตน เหมือนถูกไฟไหม้

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก