ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · สนามหลวงกำหนดสุภาษิตให้ ๕ บท ให้ผู้สอบเลือกมาอ้างประกอบ ๒ บท · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา · ชุดจำลองเลือกจากสุภาษิตของชั้นนี้ในหลักสูตรฉบับปรับปรุง ๒๕๕๗
ชุดสุภาษิตที่ให้เลือก (จำลอง ๕ บท)
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๐๓๙ ตัวอักษร (ราว ๔ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ยาทิสํ วปเต พีชํตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํปาปการี จ ปาปกํ
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว
(สํ. ส. ๑๕/๓๓๓)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงหลักกรรมอย่างเข้าใจง่ายที่สุด โดยเปรียบการกระทำกับการหว่านพืช และผลของการกระทำกับผลที่งอกงามจากพืชนั้น

ขยายความบทตั้งการเปรียบกับการหว่านพืชช่วยให้เห็นลักษณะของกรรมหลายประการ ประการแรก ผลย่อมตรงกับเหตุ ผู้ปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง ไม่ใช่มะนาว ประการที่สอง ผลอาจไม่ปรากฏทันที ต้องอาศัยเวลาและเงื่อนไขที่เหมาะสม ประการที่สาม ผู้หว่านคือผู้รับผล ไม่มีใครรับผลแทนกันได้ ใครกินข้าว คนนั้นก็อิ่ม ไม่สามารถกินแทนกันได้ ความเข้าใจเช่นนี้ช่วยให้คนไม่ท้อเมื่อทำดีแล้วยังไม่เห็นผล และไม่ประมาทเมื่อทำชั่วแล้วยังไม่เห็นโทษ

ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม ผลของกรรมในพระพุทธศาสนาไม่ได้ตายตัวแบบง่ายเสมอไป เหมือนพืชที่หว่านแล้วต้องอาศัยดิน น้ำ และฤดูกาล กรรมก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง และผู้ที่เคยทำผิดยังสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการสร้างกรรมดีใหม่อย่างจริงจังได้ สุภาษิตนี้จึงไม่ได้สอนให้สิ้นหวัง แต่สอนให้เลือกหว่านพืชที่ดีตั้งแต่วันนี้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่คอยหาข้ออ้างเพื่อทอดทิ้งการงาน ว่าอากาศหนาวนักบ้าง ร้อนนักบ้าง หรือเย็นเสียแล้วบ้าง ย่อมพลาดประโยชน์ที่ควรได้ เพราะโอกาสและเวลาไม่เคยรอใคร สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ที่หาข้ออ้างเพื่อเลื่อนหรือละทิ้งงานอยู่เสมอ ย่อมพลาดประโยชน์ที่ควรได้ เพราะโอกาสและเวลาไม่รอใคร

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในสิงคาลกสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สิงคาลกมาณพ โดยกล่าวถึงโทษของความเกียจคร้านไว้ว่า คนเกียจคร้านมักอ้างว่า หนาวนักบ้าง ร้อนนักบ้าง เย็นแล้วบ้าง เช้าเกินไปบ้าง หิวนักบ้าง อิ่มนักบ้าง แล้วไม่ทำงาน เมื่อเป็นเช่นนี้ ทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิด ทรัพย์ที่เกิดแล้วก็หมดไป ข้ออ้างเหล่านี้ฟังดูเหมือนมีเหตุผล แต่แท้จริงเป็นเครื่องปิดบังความเกียจคร้านในใจ

อธิบายบทเชื่อม ๑ข้ออ้างของคนเกียจคร้านมีลักษณะสำคัญคือ ไม่มีวันหมด เพราะเมื่อพ้นจากความหนาว ก็จะพบความร้อน เมื่อพ้นจากความร้อน ก็จะถึงเวลาเย็น หากรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนจึงลงมือทำ ก็อาจไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างไรก็ตาม การพักผ่อนเมื่อเหนื่อยหรือเจ็บป่วยจริงเป็นสิ่งจำเป็น พุทธภาษิตบทนี้มุ่งเตือนเรื่องการใช้ข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงหน้าที่ มิใช่ห้ามการดูแลสุขภาพของตน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลระลึกถึงคุณของผู้มีอุปการะและตอบแทนตามควร ย่อมเป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของคนทั้งหลาย ความช่วยเหลือจึงหลั่งไหลมา ทำให้ประโยชน์ที่เขาปรารถนาเจริญขึ้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก สตฺตกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เป็นคู่กับบทที่กล่าวถึงโทษของความอกตัญญู โดยแสดงอานิสงส์ของความกตัญญู คือการรู้คุณและระลึกถึงความดีที่ผู้อื่นเคยทำให้ตน

อธิบายบทเชื่อม ๒ความกตัญญูมีสองส่วน คือ กตัญญู หมายถึงรู้คุณ และกตเวที หมายถึงตอบแทนคุณ พุทธภาษิตบทนี้เน้นที่การรู้และสำนึกคุณ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบแทน ผู้ที่สำนึกคุณย่อมมีจิตใจอ่อนโยน ไม่หลงตัว เพราะรู้ว่าความสำเร็จของตนมีผู้อื่นช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพและความจริงใจ

อธิบายบทเชื่อม ๒ประโยชน์ที่ปรารถนาย่อมเจริญ เพราะผู้กตัญญูเป็นที่ไว้วางใจ ผู้ที่เคยช่วยเหลือย่อมยินดีช่วยเหลือต่อไป และผู้อื่นที่ได้เห็นก็อยากคบหาและสนับสนุน นอกจากนี้ ความกตัญญูยังทำให้ใจเป็นสุข เพราะผู้ที่มองเห็นความดีที่ได้รับ ย่อมรู้สึกว่าชีวิตมีผู้เกื้อกูล ไม่โดดเดี่ยว และมีแรงบันดาลใจที่จะทำความดีต่อผู้อื่นบ้าง

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ขยันเรียนและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ย่อมได้ความรู้ความสามารถเป็นผลตอบแทน ผู้ที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ย่อมได้รับความไว้วางใจ ส่วนผู้ที่ชอบหลอกลวงเอาเปรียบ แม้จะได้ประโยชน์ในระยะสั้น ในที่สุดก็มักถูกคนรอบข้างปฏิเสธ พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยความรักและการอบรมที่ดี ย่อมมีโอกาสได้เห็นลูกเติบโตเป็นคนดี

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาผลดีในชีวิตจึงควรใส่ใจในสิ่งที่ตนกำลังหว่านอยู่ทุกวัน ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ เลือกหว่านแต่พืชที่ดี และอดทนรอผลอย่างมีความหวัง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ยาทิสํ วปเต พีชํตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํปาปการี จ ปาปกํ
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก