เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เป็นคู่กับบทที่กล่าวถึงโทษของความอกตัญญู โดยแสดงอานิสงส์ของความกตัญญู คือการรู้คุณและระลึกถึงความดีที่ผู้อื่นเคยทำให้ตน
ขยายความบทตั้งความกตัญญูมีสองส่วน คือ กตัญญู หมายถึงรู้คุณ และกตเวที หมายถึงตอบแทนคุณ สุภาษิตนี้เน้นที่การรู้และสำนึกคุณ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบแทน ผู้ที่สำนึกคุณย่อมมีจิตใจอ่อนโยน ไม่หลงตัว เพราะรู้ว่าความสำเร็จของตนมีผู้อื่นช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพและความจริงใจ
ขยายความบทตั้งประโยชน์ที่ปรารถนาย่อมเจริญ เพราะผู้กตัญญูเป็นที่ไว้วางใจ ผู้ที่เคยช่วยเหลือย่อมยินดีช่วยเหลือต่อไป และผู้อื่นที่ได้เห็นก็อยากคบหาและสนับสนุน นอกจากนี้ ความกตัญญูยังทำให้ใจเป็นสุข เพราะผู้ที่มองเห็นความดีที่ได้รับ ย่อมรู้สึกว่าชีวิตมีผู้เกื้อกูล ไม่โดดเดี่ยว และมีแรงบันดาลใจที่จะทำความดีต่อผู้อื่นบ้าง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ไม่รู้สำนึกในความดีและประโยชน์ที่ผู้อื่นเคยทำให้ตนในกาลก่อน ย่อมเป็นผู้อกตัญญู และประโยชน์ที่ตนปรารถนาไว้ก็ย่อมพลอยเสื่อมสลายไปด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก สตฺตกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงโทษของความอกตัญญู คือการไม่รู้คุณหรือไม่เห็นค่าของความดีที่ผู้อื่นเคยทำให้ตน
อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ที่ไม่รู้คุณผู้อื่นมักเห็นความช่วยเหลือที่ได้รับเป็นเรื่องธรรมดาหรือเป็นสิทธิ์ของตน เมื่อได้รับประโยชน์แล้วก็ลืม หรือบางครั้งกลับตอบแทนด้วยการกระทำที่ไม่ดี ผลคือผู้คนเสื่อมความเชื่อถือ ไม่อยากช่วยเหลืออีก เมื่อถึงคราวที่ตนต้องการความช่วยเหลือหรือปรารถนาสิ่งใด ก็ขาดผู้สนับสนุน ประโยชน์ที่หวังไว้จึงเสื่อมสูญไป
อธิบายบทเชื่อม ๑พระพุทธศาสนายกย่องความกตัญญูว่าเป็นเครื่องหมายของคนดี บุคคลที่หาได้ยากในโลกประการหนึ่ง คือผู้ที่รู้คุณผู้อื่นและตอบแทนคุณ ความอกตัญญูจึงไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องเล็กน้อย แต่เป็นสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์และทำลายโอกาสในชีวิต ทั้งนี้ การรู้คุณไม่จำเป็นต้องตอบแทนด้วยสิ่งของมีค่าเสมอไป เพียงระลึกถึง แสดงความขอบคุณ และไม่ทำร้ายผู้ที่เคยช่วยเหลือ ก็เป็นพื้นฐานสำคัญแล้ว
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลปรารถนาผลที่ดีงามในชีวิต ก็ต้องหมั่นหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีไว้ เพราะไม่มีใครหว่านพืชชั่วแล้วจะเก็บเกี่ยวผลดีได้ ผลย่อมตรงกับเหตุเสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงหลักกรรมอย่างเข้าใจง่ายที่สุด โดยเปรียบการกระทำกับการหว่านพืช และผลของการกระทำกับผลที่งอกงามจากพืชนั้น
อธิบายบทเชื่อม ๒การเปรียบกับการหว่านพืชช่วยให้เห็นลักษณะของกรรมหลายประการ ประการแรก ผลย่อมตรงกับเหตุ ผู้ปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง ไม่ใช่มะนาว ประการที่สอง ผลอาจไม่ปรากฏทันที ต้องอาศัยเวลาและเงื่อนไขที่เหมาะสม ประการที่สาม ผู้หว่านคือผู้รับผล ไม่มีใครรับผลแทนกันได้ ใครกินข้าว คนนั้นก็อิ่ม ไม่สามารถกินแทนกันได้ ความเข้าใจเช่นนี้ช่วยให้คนไม่ท้อเมื่อทำดีแล้วยังไม่เห็นผล และไม่ประมาทเมื่อทำชั่วแล้วยังไม่เห็นโทษ
อธิบายบทเชื่อม ๒อย่างไรก็ตาม ผลของกรรมในพระพุทธศาสนาไม่ได้ตายตัวแบบง่ายเสมอไป เหมือนพืชที่หว่านแล้วต้องอาศัยดิน น้ำ และฤดูกาล กรรมก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง และผู้ที่เคยทำผิดยังสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการสร้างกรรมดีใหม่อย่างจริงจังได้ พุทธภาษิตบทนี้จึงไม่ได้สอนให้สิ้นหวัง แต่สอนให้เลือกหว่านพืชที่ดีตั้งแต่วันนี้
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่ระลึกถึงคุณของครู ตั้งใจเรียน และกลับมาเยี่ยมเยียนครูเมื่อสำเร็จการศึกษา ย่อมได้รับความเมตตาและคำแนะนำที่มีค่าต่อไป ลูกที่ดูแลพ่อแม่ยามชรา ย่อมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลานของตน พนักงานที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์เพื่อตอบแทนโอกาสที่ได้รับ ย่อมได้รับความไว้วางใจให้ก้าวหน้า
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความเจริญในชีวิตจึงควรฝึกมองเห็นความดีที่ผู้อื่นทำให้ตน ระลึกถึงด้วยความขอบคุณ และตอบแทนตามกำลังและโอกาส สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ