เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนให้รู้จักจัดลำดับงานและลงมือทำในเวลาที่เหมาะสม ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเมื่อปล่อยงานสำคัญไว้จนกระชั้นชิด ก็อาจต้องรีบทำจนผิดพลาดและเกิดความเดือดร้อนตามมา
ขยายความบทตั้งในอรรถกถาวรุณชาดก มีเรื่องเล่าว่า มาณพหรือชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งไปหาฟืนในป่า มาณพคนหนึ่งเห็นต้นกุ่มแล้วเข้าใจว่าเป็นไม้แห้ง จึงคิดว่านอนพักก่อนแล้วค่อยหักฟืน เมื่อเพื่อนปลุกจึงรีบปีนขึ้นไปหักกิ่งไม้ จนกิ่งไม้ดีดถูกตาบาดเจ็บ เขานำฟืนสดกลับไปวางทับฟืนของเพื่อน เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ต้มข้าวหยิบฟืนสดนั้นไปใช้ แต่ก่อไฟไม่สำเร็จจนสาย ทำให้หมู่คณะไม่ได้เดินทางตามกำหนด เรื่องนี้แสดงว่า การผัดผ่อนแล้วเร่งทำในภายหลังอาจสร้างความเสียหายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
ขยายความบทตั้งงานแต่ละอย่างมีลำดับและเวลาที่เหมาะสม บางงานต้องทำให้เสร็จก่อนจึงจะเริ่มงานอื่นได้ การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยให้มีเวลาคิด ตรวจสอบ และแก้ไขข้อผิดพลาด แต่เมื่อปล่อยจนใกล้หมดเวลา ก็อาจทำได้เพียงให้เสร็จ โดยไม่มีโอกาสตรวจดูให้รอบคอบ ความเดือดร้อนบางอย่างจึงเกิดจากการผัดผ่อนและเตรียมตัวไม่ทัน ทั้งที่สามารถลดปัญหาได้ด้วยการเริ่มลงมือให้เร็วขึ้น
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑สัตว์ทั้งหลายล้วนต้องการความสุขเหมือนกัน ผู้ที่แสวงหาสุขเพื่อตนโดยไม่เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ย่อมได้สุขอันชอบธรรม ทั้งในปัจจุบันและภายหน้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เรารู้จักแสวงหาความสุขด้วยความเมตตา เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด ผู้อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น เราไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเรา ก็ไม่ควรทำร้ายใครเพื่อให้ตนมีความสุข
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้เป็นคู่กับบทที่กล่าวถึงโทษของการเบียดเบียน ในอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระพุทธองค์ทรงสอนเด็กที่ใช้ไม้ตีงูเพราะกลัวงูกัด ให้เห็นว่า ผู้ปรารถนาความสุขแก่ตนไม่ควรทำร้ายชีวิตอื่น ข้อนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การอยากมีความสุขไม่ใช่สิ่งผิด แต่เราต้องรู้จักเลือกทางที่จะได้ความสุขนั้นมา หากได้มาแล้วผู้อื่นต้องเจ็บปวด ต้องหวาดกลัว หรือต้องเดือดร้อน ก็ควรหยุดคิดว่า เรากำลังสร้างสุขหรือกำลังสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้แก่กัน
อธิบายบทเชื่อม ๑ความสุขจากการไม่เบียดเบียน เริ่มได้ที่ความสบายใจของเราเอง เมื่อไม่ฆ่า ไม่ทำร้าย ไม่คิดเอาความเจ็บปวดของใครมาเป็นความสนุก เราก็มีเหตุให้ระลึกถึงความประพฤติของตนด้วยใจที่ไม่เดือดร้อน แม้ไม่อาจทำให้ทุกคนรักเราได้ แต่เราก็เลือกได้ว่าจะไม่สร้างความบาดหมางด้วยการเบียดเบียนเขา ความเมตตาและความสุจริตยังช่วยให้การอยู่ร่วมกันมีความไว้วางใจ ส่วนผลในภายหน้านั้น พระคาถาตรัสไว้ว่า ผู้แสวงหาสุขโดยไม่เบียดเบียน เมื่อละโลกนี้ไปแล้วย่อมได้สุข
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลหลงทำความชั่วโดยไม่สำนึกว่าผิด ความชั่วนั้นก็ไม่ได้หายไปไหน ครั้นถึงเวลาที่ผลของกรรมตามมาถึง ความเร่าร้อนใจย่อมเผาผลาญเขาอย่างหนัก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนพาลทำความชั่วโดยไม่รู้ชัดถึงผลร้ายที่จะตามมา แต่เมื่อกรรมชั่วให้ผล ตนเองก็ต้องได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งที่ทำไว้ คำว่า “คนพาล” ในที่นี้มุ่งถึงผู้ขาดปัญญาพิจารณาบาปบุญคุณโทษ มิได้หมายถึงผู้มีการศึกษาน้อย
อธิบายบทเชื่อม ๒คำว่า “ไม่รู้สึก” ในบทนี้ อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงไม่รู้ว่ากรรมที่ตนทำจะให้ผลอย่างไร มิใช่ไม่รู้ว่ากำลังทำความชั่ว เช่น บางคนรู้ว่าการโกงหรือทำร้ายผู้อื่นเป็นสิ่งผิด แต่ยังทำเพราะอยากได้ประโยชน์หรืออยากแก้แค้น โดยไม่ได้ตระหนักถึงผลร้ายที่จะตามมา ส่วนคำว่า “เหมือนถูกไฟไหม้” แสดงถึงความทุกข์ร้อนจากผลของกรรมชั่ว ซึ่งอรรถกถากล่าวถึงความทุกข์ในนรกด้วย จึงมีความหมายกว้างกว่าความเสียใจเมื่อรู้ว่าตนทำผิด
อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อคิดสำคัญคือ เราไม่ควรมองเพียงความพอใจหรือผลประโยชน์ที่ได้รับในขณะนั้น แต่ควรใช้สติและปัญญาพิจารณาก่อนทำว่า สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่ จะเบียดเบียนใคร และอาจเกิดผลเสียอย่างไร แม้กำลังโกรธหรืออยากได้สิ่งใดมาก ก็ควรหยุดคิด ไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไปทำผิด การยังไม่เห็นผลร้ายในทันทีไม่ได้ทำให้ความชั่วกลายเป็นสิ่งที่ควรทำ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่ปล่อยรายงานไว้จนถึงคืนก่อนส่ง อาจต้องอดนอนและไม่มีเวลาตรวจแก้ ผู้ที่เตรียมเอกสารสมัครเรียนในวันสุดท้าย หากพบว่าเอกสารไม่ครบก็อาจแก้ไขไม่ทัน ผู้ที่รู้ว่าหลังคารั่วแต่ยังไม่จัดการ เมื่อฝนตกก็อาจมีสิ่งของเสียหาย ส่วนผู้ที่วางแผนและทยอยทำงานล่วงหน้า ย่อมมีโอกาสทำงานอย่างรอบคอบและรับมือกับปัญหาที่คาดไม่ถึงได้ดีขึ้น
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกจัดลำดับงานว่า สิ่งใดสำคัญ สิ่งใดเร่งด่วน และสิ่งใดต้องทำก่อน แล้วแบ่งเวลาลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ หากงานใหญ่ก็ค่อย ๆ แบ่งทำเป็นส่วน ไม่รอจนต้องรีบทำทั้งหมดในคราวเดียว เมื่อพบอุปสรรคก็ควรรีบแก้ไขหรือขอคำแนะนำ การทำหน้าที่ให้เหมาะแก่เวลาช่วยลดความเดือดร้อนทั้งของตนเองและส่วนรวม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ