เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงว่าขันติเป็นรากฐานของการพัฒนาคุณธรรมทุกด้าน เปรียบเหมือนดินที่มั่นคง ซึ่งทำให้ต้นไม้แห่งความดีเติบโตได้
ขยายความบทตั้งขันติเป็นเหตุแห่งศีล เพราะการรักษาศีลต้องอดทนต่อสิ่งยั่วยุ เช่น อดทนไม่ตอบโต้เมื่อถูกทำร้าย อดทนไม่เอาของผู้อื่นแม้มีโอกาส อดทนไม่พูดเท็จแม้พูดความจริงแล้วตนจะเสียประโยชน์ ขันติเป็นเหตุแห่งสมาธิ เพราะการฝึกจิตให้ตั้งมั่นต้องอดทนต่อความเมื่อยล้า ความฟุ้งซ่าน และความเบื่อหน่าย ผู้ที่ไม่อดทนย่อมเลิกกลางคันก่อนจะได้ผล
ขยายความบทตั้งที่กล่าวว่ากุศลธรรมทั้งปวงเจริญเพราะขันติ หมายความว่า ความดีทุกอย่างต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอในการเจริญเติบโต ความรู้ต้องสั่งสมทีละน้อย นิสัยดีต้องฝึกซ้ำจนเป็นธรรมชาติ ความเพียรต้องดำเนินไปแม้ในวันที่ท้อ ขันติคือพลังที่ทำให้เราทำความดีต่อไปได้ในวันที่ยังไม่เห็นผล คำว่า “เท่านั้น” ในสุภาษิตเป็นการเน้นความสำคัญของขันติ แต่ขันติก็ต้องทำงานร่วมกับคุณธรรมอื่น เช่น สติ ปัญญา และความเพียร
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ขันติความอดทนเป็นดุจเครื่องมือที่ตัดรากแห่งบาปทั้งปวง ผู้มีขันติย่อมขุดรากแห่งความติเตียนและการทะเลาะวิวาทออกได้ ไม่ปล่อยให้ความชั่วงอกงามต่อไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง (พิมพ์ครั้งที่ ๕) ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบบาปและความขัดแย้งกับต้นไม้ที่มีราก และเปรียบขันติกับเครื่องมือที่ตัดและขุดรากนั้นออก ทำให้บาปไม่อาจงอกงามต่อไปได้
อธิบายบทเชื่อม ๑บาปจำนวนมากมีรากมาจากการที่ใจทนต่ออารมณ์ไม่ได้ เมื่อโกรธก็ทนไม่ได้จึงด่าว่าหรือทำร้าย เมื่ออยากได้ก็ทนไม่ได้จึงลักขโมยหรือโกง เมื่อถูกยั่วยุก็ทนไม่ได้จึงตอบโต้จนเกิดเรื่องใหญ่ ขันติทำหน้าที่เหมือนเบรก ที่หยุดใจไว้ก่อนที่อารมณ์จะกลายเป็นการกระทำ เมื่อใจหยุดได้ รากของบาปก็ถูกตัด ไม่มีโอกาสแตกกิ่งก้านเป็นความชั่วที่ใหญ่ขึ้น
อธิบายบทเชื่อม ๑ส่วนความติเตียนและการทะเลาะวิวาท มักเกิดจากการที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอดทน ฝ่ายหนึ่งพูดแรง อีกฝ่ายก็ตอบแรงกว่า ความขัดแย้งจึงลุกลามขึ้นเรื่อย ๆ ผู้มีขันติจะไม่เติมเชื้อไฟ เมื่อไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์ การทะเลาะก็ไม่อาจดำเนินต่อไป และตนเองก็ไม่ทำสิ่งที่จะถูกติเตียนภายหลัง ขันติในที่นี้จึงไม่ใช่การเก็บกดความรู้สึก แต่เป็นการระงับการกระทำที่เกิดจากอารมณ์ แล้วแก้ปัญหาด้วยเหตุผลเมื่อใจสงบแล้ว
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลอดทนอดกลั้นต่อความไม่พอใจได้ ไม่ตอบโต้ด้วยความโกรธ ย่อมเป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของคนรอบข้าง ความเจริญทั้งลาภ ยศ และความสุขก็ย่อมตามมาหาเขา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง (พิมพ์ครั้งที่ ๕) ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงอานิสงส์ของขันติหลายประการ ทั้งคุณธรรมในใจ ความเจริญในชีวิต และการเป็นที่รักของผู้อื่น
อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้มีขันตินับว่ามีเมตตา เพราะความอดทนต่อความผิดพลาดของผู้อื่น เกิดจากใจที่ปรารถนาดี ไม่อยากให้เขาเดือดร้อน ขันติและเมตตาจึงเกื้อหนุนกัน ผู้มีขันติมีลาภและยศ เพราะความอดทนทำให้ทำงานได้สำเร็จ และความใจเย็นทำให้ได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานสำคัญ ผู้มีขันติมีสุขเสมอ เพราะไม่ต้องเร่าร้อนด้วยความโกรธ และไม่ต้องเสียใจกับสิ่งที่ทำไปในยามขาดสติ
อธิบายบทเชื่อม ๒ที่กล่าวว่าเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ แสดงว่าคุณของขันติเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าใครก็ย่อมชอบอยู่ใกล้ผู้ที่ใจเย็น พูดคุยด้วยแล้วสบายใจ ไม่ต้องระวังว่าจะถูกโกรธหรือถูกตอบโต้ ความเป็นที่รักเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากการเอาใจผู้อื่น แต่เกิดจากความมั่นคงภายในของผู้มีขันติเอง
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ตั้งใจจะเลิกนิสัยพูดคำหยาบ ต้องอดทนระวังตนทุกวัน จนการพูดสุภาพกลายเป็นนิสัย ผู้ที่ฝึกนั่งสมาธิวันละไม่กี่นาที แต่อดทนทำต่อเนื่องหลายเดือน ย่อมเห็นว่าใจสงบขึ้น นักเรียนที่อดทนทบทวนบทเรียนทุกวันแม้จะเหนื่อย ย่อมมีพื้นฐานความรู้ที่มั่นคง ความดีเหล่านี้ไม่อาจเกิดได้ในวันเดียว แต่เกิดจากความอดทนที่ต่อเนื่อง
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะพัฒนาตนในทางที่ดี จึงควรฝึกขันติให้เป็นพื้นฐานของชีวิต เพื่อให้ศีล สมาธิ และคุณธรรมอื่น ๆ ได้เจริญงอกงาม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ