ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · สนามหลวงกำหนดสุภาษิตให้ ๕ บท ให้ผู้สอบเลือกมาอ้างประกอบ ๒ บท · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา · ชุดจำลองเลือกจากสุภาษิตของชั้นนี้ในหลักสูตรฉบับปรับปรุง ๒๕๕๗
ชุดสุภาษิตที่ให้เลือก (จำลอง ๕ บท)
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๕๖๘ ตัวอักษร (ราว ๕ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อปฺปสฺสุตายํ ปุริโสพลิพทฺโทว ชีรติ
มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติปญฺญา ตสฺส น วฑฺฒติ
คนผู้สดับน้อยนี้ ย่อมแก่ไป เหมือนวัวแก่ อ้วนแต่เนื้อ แต่ปัญญาไม่เจริญ
(ขุ. ธ. ๒๕/๓๕)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้สดับน้อย” หมายถึงผู้ที่ไม่ใฝ่ฟัง ไม่ใฝ่อ่าน ไม่แสวงหาความรู้และธรรมะ สุภาษิตนี้เปรียบคนเช่นนั้นกับวัวที่แก่ลงทุกวัน ร่างกายเติบโตขึ้น แต่ความรู้ความเข้าใจในชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามวัย

ขยายความบทตั้งการเปรียบกับวัวแก่มีความหมายว่า การมีชีวิตอยู่นานไม่ได้ทำให้คนมีปัญญาเสมอไป วัวกินและนอนตามธรรมชาติ ร่างกายจึงเติบโตและแก่ไปตามเวลา มนุษย์ที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่เรียนรู้ ก็เพิ่มขึ้นแต่อายุและน้ำหนักตัว แต่ไม่ได้เพิ่มความเข้าใจในเหตุผล ความดี และการแก้ปัญหาชีวิต ความแก่ที่ปราศจากปัญญาจึงไม่ได้ทำให้ชีวิตมีคุณค่าเพิ่มขึ้น

ขยายความบทตั้งในทางพระพุทธศาสนา การสดับหรือการฟัง เป็นทางแรกของการเกิดปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟังและการอ่าน เรียกว่า สุตมยปัญญา เมื่อได้ฟังแล้วนำไปคิดพิจารณา ก็เกิดจินตามยปัญญา และเมื่อนำไปปฏิบัติจนเห็นจริง ก็เกิดภาวนามยปัญญา ผู้ที่สดับน้อยจึงเหมือนปิดประตูแรกของการพัฒนาปัญญาไว้ อย่างไรก็ตาม สุภาษิตนี้ไม่ได้ดูหมิ่นผู้ที่มีโอกาสทางการศึกษาน้อย แต่เตือนให้ทุกคนใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิตตามโอกาสที่มี

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ปัญญาเป็นคุณธรรมที่ประเสริฐที่สุด ดุจพระจันทร์ที่เด่นกว่าดาวทั้งหลาย ทั้งศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษ ย่อมติดตามผู้มีปัญญาไปเสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก จตฺตาฬีสนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ยกย่องปัญญาว่าเป็นแสงสว่างนำชีวิต ช่วยให้รู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น และสิ่งใดแม้ถูกใจในวันนี้ แต่อาจนำความเดือดร้อนมาให้ในวันหน้า

อธิบายบทเชื่อม ๑ในยามค่ำคืน พระจันทร์ส่องสว่างโดดเด่นท่ามกลางหมู่ดาวฉันใด ปัญญาก็ช่วยส่องทางให้ชีวิตฉันนั้น เมื่อมีปัญญา เราไม่มองเพียงว่าอยากได้อะไร แต่พิจารณาด้วยว่าสิ่งนั้นได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ ไม่มองเพียงว่าพูดแล้วสะใจหรือไม่ แต่คิดด้วยว่าคำพูดนั้นจะทำร้ายใครหรือเปล่า ปัญญาจึงช่วยให้เราเลือกทางที่ดี แม้บางครั้งทางนั้นจะต้องอาศัยความอดทนและความเสียสละก็ตาม

อธิบายบทเชื่อม ๑ที่กล่าวว่า ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษย่อมไปตามผู้มีปัญญานั้น หมายความว่า เมื่อรู้จักพิจารณาเหตุผล ก็ย่อมเห็นคุณค่าของความประพฤติดี ผู้มีปัญญาเห็นว่าการเบียดเบียนนำความเดือดร้อนมาให้ จึงตั้งใจรักษาศีล เห็นคุณค่าของความซื่อสัตย์ ความเมตตา และความกตัญญู จึงน้อมนำธรรมของคนดีมาปฏิบัติ ส่วนสิริ คือความสง่างามหรือความรุ่งเรือง ก็ได้รับการเกื้อหนุนจากการรู้จักดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม ปัญญาจึงช่วยนำคุณธรรมทั้งหลายให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริง

อธิบายบทเชื่อม ๑ปัญญาที่พุทธภาษิตบทนี้ยกย่อง มิใช่ความฉลาดในการหลอกลวงหรือเอาเปรียบผู้อื่น คนที่คิดหาทางโกงได้แนบเนียนอาจมีไหวพริบ แต่ยังขาดความรู้เท่าทันโทษของการกระทำ ผู้มีปัญญาจึงต้องรู้จักพิจารณาทั้งประโยชน์และความถูกต้อง ไม่ยอมแลกความสุจริตกับผลประโยชน์เพียงชั่วคราว และไม่ใช้ความสามารถของตนสร้างความทุกข์แก่ใคร

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลมีเพียงทรัพย์แต่ขาดปัญญา ทรัพย์นั้นก็อาจหมดสิ้นไปได้โดยง่าย แต่เมื่อมีปัญญาแล้ว ถึงจะสูญเสียทรัพย์ไปก็ยังสามารถตั้งตัวและดำเนินชีวิตต่อไปได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบคุณค่าของปัญญากับทรัพย์ และชี้ว่าปัญญาเป็นสิ่งที่มั่นคงกว่า เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้หาทรัพย์ รักษาทรัพย์ และดำเนินชีวิตได้ในทุกสถานการณ์

อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้มีปัญญาแม้สิ้นทรัพย์ก็เป็นอยู่ได้ เพราะเขารู้จักหาทางออก รู้จักปรับตัว รู้ว่าจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร และรู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่สร้างรายได้ขึ้นใหม่ ส่วนผู้ที่ไม่มีปัญญา แม้จะมีทรัพย์มาก ก็อาจใช้จ่ายอย่างไม่รู้ค่า ถูกหลอกลวงได้ง่าย หรือลงทุนผิดพลาดจนทรัพย์หมดไป และเมื่อทรัพย์หมดแล้วก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร คำว่า “เป็นอยู่ไม่ได้” ในที่นี้จึงหมายถึงการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีคุณภาพไม่ได้

อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนว่าทรัพย์ไม่มีความสำคัญ ทรัพย์เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายและทำความดีได้มากขึ้น แต่ทรัพย์เป็นของภายนอกที่อาจหมดไปได้ด้วยเหตุต่าง ๆ ส่วนปัญญาเป็นของภายในที่ติดตัวไป ผู้ที่ลงทุนพัฒนาปัญญาของตนจึงเหมือนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้แก่ชีวิต

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ใหญ่บางคนทำงานมานานหลายสิบปี แต่ไม่เคยเรียนรู้สิ่งใหม่ เมื่อโลกเปลี่ยนไปก็ปรับตัวไม่ได้ ส่วนผู้สูงอายุที่ยังอ่านหนังสือ ฟังธรรม และเปิดใจรับฟังคนรุ่นใหม่ ย่อมมีความคิดแจ่มใสและเป็นที่พึ่งทางใจของลูกหลาน นักเรียนที่ตั้งใจเรียนและอ่านหนังสือนอกเหนือจากบทเรียน ย่อมมีความรู้กว้างขวางและเติบโตอย่างมีคุณภาพ

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ไม่ต้องการแก่ไปอย่างไร้ความหมายจึงควรใฝ่ฟัง ใฝ่อ่าน และใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ แล้วนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาคิดพิจารณาและปฏิบัติ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อปฺปสฺสุตายํ ปุริโสพลิพทฺโทว ชีรติ
มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติปญฺญา ตสฺส น วฑฺฒติ
คนผู้สดับน้อยนี้ ย่อมแก่ไป เหมือนวัวแก่ อ้วนแต่เนื้อ แต่ปัญญาไม่เจริญ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก