เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ยกย่องปัญญาว่าเป็นแสงสว่างนำชีวิต ช่วยให้รู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น และสิ่งใดแม้ถูกใจในวันนี้ แต่อาจนำความเดือดร้อนมาให้ในวันหน้า
ขยายความบทตั้งในยามค่ำคืน พระจันทร์ส่องสว่างโดดเด่นท่ามกลางหมู่ดาวฉันใด ปัญญาก็ช่วยส่องทางให้ชีวิตฉันนั้น เมื่อมีปัญญา เราไม่มองเพียงว่าอยากได้อะไร แต่พิจารณาด้วยว่าสิ่งนั้นได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ ไม่มองเพียงว่าพูดแล้วสะใจหรือไม่ แต่คิดด้วยว่าคำพูดนั้นจะทำร้ายใครหรือเปล่า ปัญญาจึงช่วยให้เราเลือกทางที่ดี แม้บางครั้งทางนั้นจะต้องอาศัยความอดทนและความเสียสละก็ตาม
ขยายความบทตั้งที่กล่าวว่า ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษย่อมไปตามผู้มีปัญญานั้น หมายความว่า เมื่อรู้จักพิจารณาเหตุผล ก็ย่อมเห็นคุณค่าของความประพฤติดี ผู้มีปัญญาเห็นว่าการเบียดเบียนนำความเดือดร้อนมาให้ จึงตั้งใจรักษาศีล เห็นคุณค่าของความซื่อสัตย์ ความเมตตา และความกตัญญู จึงน้อมนำธรรมของคนดีมาปฏิบัติ ส่วนสิริ คือความสง่างามหรือความรุ่งเรือง ก็ได้รับการเกื้อหนุนจากการรู้จักดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม ปัญญาจึงช่วยนำคุณธรรมทั้งหลายให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริง
ขยายความบทตั้งปัญญาที่สุภาษิตนี้ยกย่อง มิใช่ความฉลาดในการหลอกลวงหรือเอาเปรียบผู้อื่น คนที่คิดหาทางโกงได้แนบเนียนอาจมีไหวพริบ แต่ยังขาดความรู้เท่าทันโทษของการกระทำ ผู้มีปัญญาจึงต้องรู้จักพิจารณาทั้งประโยชน์และความถูกต้อง ไม่ยอมแลกความสุจริตกับผลประโยชน์เพียงชั่วคราว และไม่ใช้ความสามารถของตนสร้างความทุกข์แก่ใคร
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักเสียสละสุขส่วนน้อยที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเล็งเห็นว่าการเสียสละนั้นจะนำมาซึ่งสุขอันไพบูลย์และยั่งยืนกว่าในภายหน้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้รู้จักเลือกความสุขด้วยปัญญา บางครั้งความสุขที่ดีกว่าย่อมต้องอาศัยการยอมลดความเพลิดเพลินหรือความสะดวกสบายบางอย่าง ผู้มีปัญญาจึงไม่มองเพียงความถูกใจเฉพาะหน้า แต่พิจารณาว่าสิ่งใดจะนำประโยชน์และความสงบสุขมาให้ยิ่งกว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “สุขส่วนน้อย” หมายถึงความสุขเล็กน้อยหรือมีขอบเขตจำกัด เช่น ความเพลิดเพลินจากการกิน การเที่ยว หรือการใช้จ่ายตามใจ ส่วน “สุขอันไพบูลย์” หมายถึงความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยอรรถกถาอธิบายมุ่งถึงนิพพานสุข คือความสุขจากการดับกิเลสและพ้นทุกข์ ผู้มุ่งความสุขเช่นนี้จึงยอมสละความติดใจในสุขเล็กน้อย แล้วฝึกตนด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา
อธิบายบทเชื่อม ๑เมื่อนำข้อคิดนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้เห็นว่า เราไม่อาจตามใจตนเองทุกอย่างแล้วหวังให้สิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นได้เสมอไป อยากมีความรู้ก็ต้องยอมแบ่งเวลาจากความสนุกมาเรียน อยากมีเงินไว้ใช้ยามจำเป็นก็ต้องลดการซื้อของที่ไม่จำเป็น อยากมีใจสงบก็ต้องฝึกวางความอยากเอาชนะผู้อื่น การยอมสละบางอย่างจึงมิใช่มีแต่ความสูญเสีย แต่เป็นการเปิดทางให้สิ่งที่มีคุณค่ากว่าเกิดขึ้น
อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม การสละสุขส่วนน้อยต้องประกอบด้วยปัญญา มิใช่ฝืนตนจนเจ็บป่วยหรือทอดทิ้งหน้าที่ที่ควรทำ การพักผ่อนอย่างเพียงพอและความเพลิดเพลินที่เหมาะสมยังมีที่ทางในชีวิต สิ่งสำคัญคือรู้จักประมาณ และพิจารณาว่า ความสุขที่กำลังติดใจอยู่นั้นขัดขวางความดีหรือประโยชน์ที่สำคัญกว่าหรือไม่ หากเห็นชัดว่าลดเสียแล้วชีวิตจะดีขึ้น ก็ควรฝึกใจให้กล้าลด กล้าละ และกล้าวาง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลปล่อยวันเวลาให้ล่วงไปโดยไม่แสวงหาความรู้และธรรมะ อายุที่มากขึ้นก็เพิ่มเพียงร่างกาย ต่างจากผู้ใฝ่รู้ซึ่งยิ่งอายุมากก็ยิ่งมีปัญญาลึกซึ้ง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “ผู้สดับน้อย” หมายถึงผู้ที่ไม่ใฝ่ฟัง ไม่ใฝ่อ่าน ไม่แสวงหาความรู้และธรรมะ พุทธภาษิตบทนี้เปรียบคนเช่นนั้นกับวัวที่แก่ลงทุกวัน ร่างกายเติบโตขึ้น แต่ความรู้ความเข้าใจในชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามวัย
อธิบายบทเชื่อม ๒การเปรียบกับวัวแก่มีความหมายว่า การมีชีวิตอยู่นานไม่ได้ทำให้คนมีปัญญาเสมอไป วัวกินและนอนตามธรรมชาติ ร่างกายจึงเติบโตและแก่ไปตามเวลา มนุษย์ที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่เรียนรู้ ก็เพิ่มขึ้นแต่อายุและน้ำหนักตัว แต่ไม่ได้เพิ่มความเข้าใจในเหตุผล ความดี และการแก้ปัญหาชีวิต ความแก่ที่ปราศจากปัญญาจึงไม่ได้ทำให้ชีวิตมีคุณค่าเพิ่มขึ้น
อธิบายบทเชื่อม ๒ในทางพระพุทธศาสนา การสดับหรือการฟัง เป็นทางแรกของการเกิดปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟังและการอ่าน เรียกว่า สุตมยปัญญา เมื่อได้ฟังแล้วนำไปคิดพิจารณา ก็เกิดจินตามยปัญญา และเมื่อนำไปปฏิบัติจนเห็นจริง ก็เกิดภาวนามยปัญญา ผู้ที่สดับน้อยจึงเหมือนปิดประตูแรกของการพัฒนาปัญญาไว้ อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้ดูหมิ่นผู้ที่มีโอกาสทางการศึกษาน้อย แต่เตือนให้ทุกคนใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิตตามโอกาสที่มี
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่ใช้ปัญญาย่อมเห็นว่า การตั้งใจเรียนทำให้ตนได้ความรู้ ส่วนการลอกคำตอบทำให้พลาดโอกาสฝึกฝน คนค้าขายที่ใช้ปัญญาย่อมเห็นคุณค่าของความซื่อสัตย์ เพราะความไว้วางใจควรรักษาไว้ยิ่งกว่ากำไรจากการหลอกลวง ผู้ที่เป็นหัวหน้าก็ควรรับฟังเหตุผลและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรม แม้ในเวลาที่โกรธ หากรู้จักหยุดคิดก่อนพูด ก็เป็นการใช้ปัญญาช่วยรักษาทั้งความประพฤติของตนและน้ำใจของผู้อื่น
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นพัฒนาปัญญาด้วยการศึกษา รับฟัง และพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เมื่อรู้ว่าสิ่งใดดีแล้วก็นำมาปฏิบัติ เมื่อเห็นว่าสิ่งใดผิดก็พร้อมแก้ไข อย่าให้ความรู้มีอยู่เพียงในความจำ แต่จงนำมาเป็นแสงสว่างกำกับความคิด คำพูด และการกระทำ ให้ชีวิตก้าวไปพร้อมกับศีลและคุณธรรม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ