ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · สนามหลวงกำหนดสุภาษิตให้ ๕ บท ให้ผู้สอบเลือกมาอ้างประกอบ ๒ บท · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา · ชุดจำลองเลือกจากสุภาษิตของชั้นนี้ในหลักสูตรฉบับปรับปรุง ๒๕๕๗
ชุดสุภาษิตที่ให้เลือก (จำลอง ๕ บท)
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นโท (ต่างประเทศ) · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๑๗๒ ตัวอักษร (ราว ๔ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธอนตฺถํ จรติ อตฺตโน
อตฺตโน จ ปเรสญฺจหึสาย ปฏิปชฺชติ
คนมีปัญญาทราม ได้ยศแล้ว ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น
(ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๔๐)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ยศ” ในที่นี้หมายถึงตำแหน่ง อำนาจ ชื่อเสียง และบริวาร สุภาษิตนี้เตือนว่า ยศที่ตกอยู่ในมือของผู้ไม่มีปัญญา ย่อมกลายเป็นเครื่องทำลายทั้งตนเองและผู้อื่น

ขยายความบทตั้งยศและอำนาจเปรียบเหมือนเครื่องมือที่มีพลังมาก ในมือของผู้มีปัญญา ย่อมใช้สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่ในมือของผู้มีปัญญาทราม ย่อมใช้เพื่อสนองความอยากของตน เช่น ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น หาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือหลงตัวจนไม่ฟังคำทักท้วง การกระทำเช่นนี้ทำร้ายผู้อื่นโดยตรง และในที่สุดก็ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง เพราะนำไปสู่การสูญเสียความเคารพ การถูกลงโทษ และการสูญเสียยศนั้นเอง

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้สอนให้เห็นว่า การได้ยศไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องอาศัยปัญญาและคุณธรรมในการรักษา ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญควรเตรียมตนให้พร้อม และผู้ที่มีหน้าที่คัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง ก็ควรพิจารณาปัญญาและความประพฤติ มากกว่าเพียงความสามารถหรือความใกล้ชิด

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาแม้จะสิ้นทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้ เพราะปัญญาเป็นเครื่องมือหาทรัพย์และแก้ไขปัญหาชีวิต ส่วนผู้อับปัญญาแม้มีทรัพย์มากก็ไม่อาจเป็นอยู่ได้อย่างมั่นคง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบคุณค่าของปัญญากับทรัพย์ และชี้ว่าปัญญาเป็นสิ่งที่มั่นคงกว่า เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้หาทรัพย์ รักษาทรัพย์ และดำเนินชีวิตได้ในทุกสถานการณ์

อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้มีปัญญาแม้สิ้นทรัพย์ก็เป็นอยู่ได้ เพราะเขารู้จักหาทางออก รู้จักปรับตัว รู้ว่าจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร และรู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่สร้างรายได้ขึ้นใหม่ ส่วนผู้ที่ไม่มีปัญญา แม้จะมีทรัพย์มาก ก็อาจใช้จ่ายอย่างไม่รู้ค่า ถูกหลอกลวงได้ง่าย หรือลงทุนผิดพลาดจนทรัพย์หมดไป และเมื่อทรัพย์หมดแล้วก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร คำว่า “เป็นอยู่ไม่ได้” ในที่นี้จึงหมายถึงการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีคุณภาพไม่ได้

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนว่าทรัพย์ไม่มีความสำคัญ ทรัพย์เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายและทำความดีได้มากขึ้น แต่ทรัพย์เป็นของภายนอกที่อาจหมดไปได้ด้วยเหตุต่าง ๆ ส่วนปัญญาเป็นของภายในที่ติดตัวไป ผู้ที่ลงทุนพัฒนาปัญญาของตนจึงเหมือนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้แก่ชีวิต

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อความรู้ความสามารถไม่มีคุณธรรมกำกับ ผู้มีความรู้นั้นย่อมนำไปใช้ในทางที่ผิด ความรู้จึงกลายเป็นโทษมากกว่าคุณ และบั่นทอนความดีที่เหลืออยู่ในใจของเขาเอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เตือนว่า ความรู้หรือความสามารถที่เกิดขึ้นแก่คนพาล คือคนที่ไม่มีคุณธรรมและขาดปัญญาในการใช้ ย่อมกลายเป็นโทษมากกว่าคุณ

อธิบายบทเชื่อม ๒คำว่า “ส่วนที่ขาว” หมายถึงความดี คุณธรรม และสิ่งที่ดีงามที่ยังมีอยู่ในตัวคนผู้นั้น ส่วน “ทำสมองให้เขว” หมายถึงทำให้ความคิดวิปริต หลงผิด เพราะคนพาลเมื่อมีความรู้หรือความสามารถพิเศษ มักใช้ไปในทางที่ผิด เช่น ใช้ทำร้ายผู้อื่นหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เมื่อทำบ่อยเข้า ความดีที่เคยมีก็ค่อย ๆ หมดไป และความชั่วก็นำความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง

อธิบายบทเชื่อม ๒ในพระธรรมบท พุทธภาษิตบทนี้เกี่ยวกับเรื่องของผู้ที่ฝึกฝนวิชาจนชำนาญ แต่นำวิชานั้นไปใช้ทำร้ายผู้อื่น จึงได้รับผลร้ายตามมา เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ความรู้เป็นเพียงเครื่องมือ จะให้คุณหรือโทษขึ้นอยู่กับผู้ใช้ พุทธภาษิตบทนี้จึงไม่ได้สอนว่าความรู้เป็นสิ่งไม่ดี แต่สอนว่าการให้การศึกษาต้องไปพร้อมกับการอบรมคุณธรรม และผู้ที่ได้ความรู้มาต้องระวังใช้ในทางที่ถูกต้อง

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ได้เป็นหัวหน้าแล้วใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง ย่อมทำให้บรรยากาศการทำงานเสียหาย และในที่สุดก็ถูกต่อต้าน ผู้ที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์แล้วใช้ชื่อเสียงนั้นโฆษณาสิ่งที่หลอกลวง ย่อมทำร้ายผู้ติดตาม และสูญเสียความน่าเชื่อถือ นักเรียนที่ได้เป็นหัวหน้าห้องแล้ววางอำนาจกับเพื่อน ย่อมไม่ได้รับความร่วมมือ ส่วนผู้ที่ใช้ตำแหน่งด้วยความถ่อมตนและเป็นธรรม ย่อมได้รับความเคารพอย่างแท้จริง

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ได้รับยศหรือตำแหน่งจึงควรใช้ปัญญากำกับการใช้อำนาจ ระลึกถึงหน้าที่มากกว่าสิทธิ และใช้ยศนั้นเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธอนตฺถํ จรติ อตฺตโน
อตฺตโน จ ปเรสญฺจหึสาย ปฏิปชฺชติ
คนมีปัญญาทราม ได้ยศแล้ว ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก