ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นเอก (ต่างประเทศ) · สนามหลวงกำหนดสุภาษิตให้ ๖ บท ให้ผู้สอบเลือกมาอ้างประกอบ ๓ บท · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา · ชุดจำลองเลือกจากสุภาษิตของชั้นนี้ในหลักสูตรฉบับปรับปรุง ๒๕๕๗
ชุดสุภาษิตที่ให้เลือก (จำลอง ๖ บท)
ชั้นนี้เชื่อม ๓ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นเอก (ต่างประเทศ) · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๗๑๑ ตัวอักษร (ราว ๗ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
คตทฺธิโน วิโสกสฺสวิปฺปมุตฺตสฺส สพฺพธิ
สพฺพคนฺถปฺปหีนสฺสปริฬาโห น วิชฺชติ
ท่านผู้มีทางไกลอันถึงแล้ว หายโศก หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงแล้ว ย่อมไม่มีความเร่าร้อน
(ขุ. ธ. ๒๕/๒๗)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงลักษณะของพระอรหันต์ คำว่า “ผู้มีทางไกลอันถึงแล้ว” หมายถึงผู้เดินทางในวัฏสงสารจนถึงที่สุดแล้ว “หายโศก” คือไม่มีความเศร้าโศกอีก “หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง” คือไม่ติดข้องในขันธ์ ๕ และสิ่งทั้งปวง ส่วน “กิเลสเครื่องร้อยรัด” (คันถะ) มี ๔ อย่าง คือ ความเพ่งเล็งอยากได้ ความพยาบาท ความยึดมั่นในศีลพรต และความยึดมั่นว่าความเห็นของตนเท่านั้นจริง ผู้ละกิเลสเหล่านี้ได้ทั้งหมดย่อมไม่มีความเร่าร้อน

ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระบาทของพระพุทธเจ้าถูกสะเก็ดหินที่พระเทวทัตกลิ้งลงมาจนห้อพระโลหิต หมอชีวกได้ถวายการรักษาด้วยการพอกยาและพันแผลไว้ แล้วเข้าไปในเมืองเพื่อรักษาผู้อื่น แต่กลับออกมาไม่ทันก่อนประตูเมืองปิด จึงกังวลว่าไม่ได้แก้ผ้าพันแผลตามเวลา รุ่งเช้าหมอชีวกทูลถามว่า พระองค์ทรงรู้สึกเร่าร้อนหรือไม่ พระพุทธองค์ตรัสว่า ความเร่าร้อนทั้งปวงของตถาคตระงับแล้ว และทรงแสดงพระคาถานี้

ขยายความบทตั้งความเร่าร้อนที่พระอรหันต์ไม่มีนั้น หมายถึงความเร่าร้อนทางใจที่เกิดจากกิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ ความโศก และความกังวล ส่วนความเจ็บปวดทางกายยังอาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมดาของร่างกาย ดังที่พระพุทธองค์เองก็ทรงได้รับบาดเจ็บ แต่จิตของท่านไม่ถูกความเจ็บปวดนั้นครอบงำ ผู้ศึกษาจึงควรเข้าใจว่า บทนี้กล่าวถึงผลของการดับกิเลสอย่างสิ้นเชิงในระดับโลกุตตระ ส่วนผู้ปฏิบัติทั่วไปสามารถลดความเร่าร้อนใจได้ตามลำดับ ด้วยการคลายความยึดติดทีละน้อย

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ปรารถนาความหลุดพ้นย่อมขจัดตัณหาที่ทำให้ถือมั่นเสียทุกด้าน ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน เพราะความยึดติดในสิ่งใดย่อมเป็นช่องให้กิเลสมารติดตามครอบงำได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้ขจัดตัณหาที่เป็นเหตุให้ถือมั่น ซึ่งเรียกว่า “อาทานตัณหา” คือความทะยานอยากที่ทำให้ยึดสิ่งต่าง ๆ ไว้เป็นของตน คำว่า “เบื้องสูง เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ท่ามกลาง” แสดงว่าให้ละตัณหาในทุกทิศทุกด้านโดยไม่เหลือ คัมภีร์นิทเทสอธิบายไว้ว่า เบื้องสูงหมายถึงอนาคต เบื้องต่ำหมายถึงอดีต เบื้องขวางและท่ามกลางหมายถึงปัจจุบัน ส่วน “มาร” หมายถึงสิ่งที่ขัดขวางความดีและนำทุกข์มาให้ ทั้งกิเลส ความเกิด และความตาย

อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้มาในปารายนวรรค สุตตนิบาต เป็นพระดำรัสที่ทรงตอบปัญหาของมาณพผู้หนึ่งในบรรดาศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ใจความของพระคาถาชี้ว่า ความถือมั่นเป็นช่องทางให้มารติดตามได้ ยึดสิ่งใดไว้ ก็ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น เมื่อสิ่งที่ยึดไว้เปลี่ยนแปลงหรือพลัดพรากไป ความทุกข์ก็ตามมาถึง และตราบใดที่ยังถือมั่นอยู่ ความเกิดและความตายก็ยังติดตามไปไม่สิ้นสุด

อธิบายบทเชื่อม ๑การละอาทานตัณหาโดยสิ้นเชิงเป็นผลระดับโลกุตตระ ซึ่งต้องอาศัยปัญญาเห็นแจ้งว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรตีความว่าพระคาถาสอนให้ทิ้งหน้าที่ ไม่ดูแลทรัพย์สินหรือครอบครัว เพราะการดูแลรับผิดชอบเป็นหน้าที่ที่ควรทำ สิ่งที่ควรละคือความยึดมั่นจนเป็นทุกข์เมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนไป ผู้ศึกษาทั่วไปจึงนำมาใช้ได้ด้วยการรู้จักถือไว้ใช้โดยไม่ยึดไว้จนหนักใจ และค่อย ๆ ลดความยึดมั่นลงตามกำลังปัญญา

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลถอนใจจากความติดในกามได้ และพอใจในพระนิพพานเป็นที่หมาย ชีวิตของเขาย่อมดำเนินไปสู่ความสงบที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างจากผู้ที่ยังถูกกามฉุดให้ไหลลงต่ำ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงลักษณะของพระอนาคามี คำว่า “พระนิพพานที่บอกไม่ได้” (อนกฺขาต) หมายถึงนิพพานซึ่งไม่อาจบอกด้วยรูปร่าง สี หรือลักษณะอย่างสิ่งทั่วไป “พอใจ” คือมีฉันทะมุ่งต่อนิพพาน “ประทับใจ” คือจิตได้สัมผัสมรรคผลเบื้องต่ำแล้ว “มีจิตไม่ติดในกาม” คือละความยินดีในกามได้ด้วยอนาคามิมรรค ส่วน “ผู้มีกระแสอยู่เบื้องบน” (อุทฺธํโสโต) หมายถึงผู้ที่ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส และบรรลุความหลุดพ้นในเบื้องบนนั้น ไม่กลับมาเกิดในกามภพอีก

อธิบายบทเชื่อม ๒ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า พระเถระรูปหนึ่งบรรลุอนาคามิผลแล้ว แต่มิได้บอกคุณธรรมของตนแก่ผู้ใด เมื่อท่านมรณภาพ ศิษย์ทั้งหลายเสียใจและทูลถามพระพุทธเจ้าถึงคติของอุปัชฌาย์ พระพุทธองค์ตรัสว่า อุปัชฌาย์ของพวกเธอเป็นผู้ไม่ติดในกาม ได้ไปเกิดในชั้นสุทธาวาสแล้ว และทรงแสดงพระคาถานี้

อธิบายบทเชื่อม ๒บทนี้จึงเป็นคำสอนในระดับโลกุตตระ ผู้ศึกษาไม่ควรตีความว่า เพียงแต่ชอบฟังเรื่องนิพพานหรือไม่สนใจความสนุกบางอย่าง ก็นับเป็นผู้มีกระแสเบื้องบนแล้ว เพราะการละกามราคะได้เด็ดขาดต้องอาศัยการปฏิบัติจนบรรลุอริยมรรค อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาทั่วไปนำหลักนี้มาใช้ได้ในระดับของการตั้งฉันทะในความหลุดพ้น เห็นโทษของการหมกมุ่นในกาม และฝึกใจให้ยินดีในความสงบมากกว่าความตื่นเต้นทางวัตถุ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้ฉลาดที่เพ่งพินิจ มีความเพียรติดต่อ และบากบั่นมั่นคงอยู่เป็นนิตย์ ย่อมบรรลุพระนิพพานอันปลอดจากกิเลสเครื่องผูกมัด ซึ่งเป็นธรรมที่ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณสมบัติของผู้ที่จะบรรลุนิพพาน คำว่า “ผู้ฉลาด” (ธีรา) หมายถึงผู้มีปัญญา “เพ่งพินิจ” (ฌายิโน) หมายถึงผู้เจริญฌาน “มีความเพียรติดต่อ” คือไม่ทิ้งการปฏิบัติ “บากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์” คือมีความเพียรเข้มแข็งไม่ย่อท้อ ส่วน “ถูกต้องพระนิพพาน” หมายถึงการรู้แจ้งนิพพานด้วยตนเอง พระนิพพานนั้นปลอดจากโยคะ คือกิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในภพ และเป็นธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓พระคาถานี้อยู่ในอัปปมาทวรรค คัมภีร์ธรรมบท ซึ่งมีใจความหลักเรื่องความไม่ประมาท คำว่า “เพ่งพินิจ” ในที่นี้ ท่านอธิบายว่ามีสองลักษณะ คือ การเพ่งอารมณ์เพื่อให้จิตสงบตั้งมั่น ได้แก่สมถะ และการเพ่งพิจารณาลักษณะ คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ได้แก่วิปัสสนา ส่วนโยคะมี ๔ อย่าง คือ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ

อธิบายบทเชื่อม ๓บทนี้แสดงว่าการบรรลุนิพพานต้องอาศัยทั้งปัญญา สมาธิ และความเพียรที่ต่อเนื่อง มิใช่ได้มาเพราะโชค การอ้อนวอน หรือการปฏิบัติเพียงครั้งคราว และผลนั้นเป็นระดับโลกุตตระ ผู้ศึกษาไม่ควรตีความว่าเพียงนั่งสมาธิแล้วรู้สึกสงบก็คือถึงนิพพานแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาทั่วไปนำหลักความเพียรต่อเนื่องและการใช้ปัญญาพิจารณานี้มาใช้ได้ในการฝึกตน ทั้งในการเรียน การงาน และการปฏิบัติธรรม

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ความเร่าร้อนใจมักเกิดจากความอยากได้ ความขุ่นเคือง และการยึดความคิดของตนเป็นใหญ่ ผู้ที่อยากได้ตำแหน่งจนคอยเปรียบเทียบกับผู้อื่นย่อมร้อนใจอยู่เสมอ ผู้ที่ผูกใจเจ็บกับคำพูดของใครก็นอนไม่หลับ ผู้ที่ยืนยันว่าความเห็นของตนถูกต้องเพียงอย่างเดียวก็มักขัดแย้งกับคนรอบข้าง เมื่อรู้จักวางความอยากที่เกินควร ให้อภัย และรับฟังผู้อื่น ใจก็ย่อมเย็นลง

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นสังเกตว่า ความร้อนใจแต่ละครั้งเกิดจากกิเลสเครื่องร้อยรัดข้อใด แล้วค่อย ๆ คลายด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตา และพิจารณาความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งหลาย การละได้ทีละน้อยย่อมทำให้ชีวิตสงบขึ้น และเป็นหนทางมุ่งสู่ความพ้นทุกข์ที่แท้จริง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

คตทฺธิโน วิโสกสฺสวิปฺปมุตฺตสฺส สพฺพธิ
สพฺพคนฺถปฺปหีนสฺสปริฬาโห น วิชฺชติ
ท่านผู้มีทางไกลอันถึงแล้ว หายโศก หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงแล้ว ย่อมไม่มีความเร่าร้อน

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก