เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า ชัยชนะที่มีค่าอย่างแท้จริง คือการชนะใจของตนเอง ได้แก่ ชนะกิเลส (เครื่องเศร้าหมองใจ) เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ตลอดจนความเกียจคร้านและนิสัยไม่ดีที่เกิดขึ้นในใจ คำว่า “ตน” ในที่นี้ใช้ตามภาษาสมมุติ หมายถึงกายและใจของบุคคลผู้นั้นเอง มิได้หมายถึงอัตตาที่เที่ยงแท้ ส่วนคำว่า “หเว” เป็นคำเน้นความ แปลว่า “นั่นแหละ” แสดงว่าชัยชนะเหนือตนนี้ดีกว่าชัยชนะอย่างอื่นโดยแท้
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในพระคาถาธรรมบท หมวดสหัสสวรรค ซึ่งมีใจความต่อไปว่า ชนะตนดีกว่าชนะหมู่ชนอื่น และแม้เทวดา คนธรรพ์ มาร หรือพรหม ก็ไม่อาจทำความชนะของผู้ที่ฝึกตนแล้ว ประพฤติสำรวมเป็นนิตย์ ให้กลับเป็นความแพ้ได้ ในพระคาถาหมวดเดียวกันยังตรัสว่า ผู้ใดชนะมนุษย์นับพันคูณพันในสงคราม ผู้นั้นยังไม่ชื่อว่าเป็นยอดนักรบ ส่วนผู้ชนะตนเพียงผู้เดียว จึงชื่อว่าเป็นยอดนักรบในสงคราม ทั้งนี้เพราะการชนะผู้อื่นอาจก่อเวรและถูกตอบโต้ได้ ดังพระคาถาอีกแห่งหนึ่งว่า ผู้ชนะย่อมก่อเวร แต่การชนะกิเลสในใจตนเป็นชัยชนะที่ไม่ก่อเวรแก่ผู้ใด
ขยายความบทตั้งความชนะตนมีหลายระดับ ในระดับโลกิยะ คือ ชนะความเกียจคร้าน ชนะความโกรธที่จะพูดหรือทำร้ายผู้อื่น ชนะความอยากที่จะล่วงศีล ซึ่งฝึกได้ด้วยสติ ขันติ (ความอดทน) และหิริโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) ส่วนในระดับโลกุตตระ คือการละกิเลสได้เด็ดขาดด้วยอริยมรรค อันเป็นชัยชนะที่ไม่กลับแพ้อีก ผู้ศึกษาทั่วไปแม้ยังไม่ถึงระดับนั้น ก็ควรเริ่มจากชัยชนะเล็ก ๆ ในแต่ละวัน อนึ่ง การชนะตนมิใช่การทรมานตนหรือกดข่มตนจนเกินพอดี แต่เป็นการฝึกใจให้อยู่ในอำนาจของเหตุผลและธรรม ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว ย่อมพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องคอยหวังให้ผู้อื่นมาทำความดีแทน เพราะความพ้นทุกข์และความเจริญในชีวิต ล้วนต้องอาศัยการกระทำของตนเองเป็นสำคัญ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “นาโถ” หรือ นาถ แปลว่า ที่พึ่ง พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ความพ้นทุกข์และความเจริญในชีวิตต้องอาศัยการกระทำของตนเองเป็นหลัก ผู้อื่นช่วยได้เพียงบางส่วน แต่ไม่อาจทำความดีแทนเราได้ คำว่า “ตน” ในที่นี้ใช้ตามภาษาสมมุติ หมายถึงบุคคลผู้นั้นเอง มิได้ขัดกับหลักอนัตตา เพราะมุ่งสอนเรื่องความรับผิดชอบในการกระทำของตน
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในพระคาถาธรรมบทสองแห่ง แห่งหนึ่งในอัตตวรรค มีใจความเต็มว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก ที่พึ่งที่ได้โดยยากนี้ อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงพระอรหัต อีกแห่งหนึ่งในภิกขุวรรค ตรัสว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเป็นคติของตน เพราะฉะนั้น จงสงวนตนให้ดี เหมือนพ่อค้าม้าสงวนม้าดี พระคาถาทั้งสองจึงเน้นว่า ที่พึ่งอันแท้จริงเกิดจากการฝึกตนให้ดี
อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความช่วยเหลือของผู้อื่น หรือให้ถือตนว่าไม่ต้องพึ่งครูอาจารย์ พระพุทธองค์ตรัสว่า ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทาง ความเพียรเป็นกิจที่ทุกคนต้องทำเอง และในนวโกวาทได้แสดงนาถกรณธรรม ๑๐ (ธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้) ได้แก่ ศีล พาหุสัจจะ กัลยาณมิตตตา โสวจัสสตา กิงกรณีเยสุ ทักขตา ธัมมกามตา วิริยะ สันโดษ สติ และปัญญา จะเห็นว่าการมีกัลยาณมิตรและการเป็นผู้ว่าง่ายก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นที่พึ่งของตน ในระดับโลกิยะ ผู้พึ่งตนได้คือผู้มีความรู้ ความประพฤติ และความขยัน ส่วนในระดับสูงสุด คือผู้ที่ฝึกตนจนพ้นจากกิเลสทั้งปวง
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ยังง่วงนอนในเวลาทำวัตรเช้า แต่ลุกขึ้นไปร่วมทำวัตรพร้อมหมู่คณะ ชื่อว่าชนะความเกียจคร้านของตน พระภิกษุที่ถูกกล่าวกระทบแล้วสำรวมวาจา ไม่โต้ตอบด้วยความโกรธ ก็ชื่อว่าชนะตนในขณะนั้น นักเรียนที่ละจากความบันเทิงมาตั้งใจทบทวนบทเรียน คนทำงานที่อดใจไม่รับผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือผู้ที่ยอมขอโทษคนในครอบครัวก่อน แม้ใจยังอยากเอาชนะ ล้วนเป็นชัยชนะที่ผู้อื่นอาจไม่เห็น แต่มีค่ายิ่งต่อชีวิต
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นสังเกตใจตนว่า ขณะนี้สิ่งใดกำลังครอบงำใจอยู่ แล้วค่อย ๆ ฝึกเอาชนะทีละเรื่อง เริ่มจากเรื่องที่พอทำได้ก่อน เมื่อพลาดพลั้งก็ไม่ท้อถอย แต่ตั้งใจใหม่ ชัยชนะเล็ก ๆ ที่สะสมไว้ย่อมเป็นกำลังให้ชนะเรื่องที่ยากขึ้น ทำให้ชีวิตสงบ และไม่ก่อเวรกับผู้ใด สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ