เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “สุทนฺโต” แปลว่า ฝึกดีแล้ว หมายถึงตนที่ได้รับการอบรมกาย วาจา ใจ จนสำรวมและมีปัญญา คำว่า “บุรุษ” ในที่นี้หมายถึงบุคคลโดยทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะเพศชาย ส่วน “แสงสว่าง” หมายถึงสิ่งที่ส่องทางให้แก่ชีวิต สุภาษิตนี้สอนว่า ผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว ย่อมมีปัญญาเป็นเครื่องนำทาง รู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ไม่หลงไปในความมืดของกิเลส
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในพราหมณสังยุตต์ แห่งสังยุตตนิกาย สคาถวรรค มีเรื่องว่า พราหมณ์ผู้หนึ่งกำลังบูชาไฟอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสุนทริกา พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์นั้นว่า ความบริสุทธิ์มิได้เกิดจากการก่อไฟด้วยไม้ซึ่งเป็นสิ่งภายนอก พระองค์ทรงจุดไฟภายในใจ แล้วทรงเปรียบว่า ความโกรธเหมือนควัน การพูดเท็จเหมือนเถ้า ลิ้นเหมือนทัพพี หัวใจเหมือนที่ตั้งไฟ และตนที่ฝึกดีแล้วเป็นแสงสว่างของบุรุษ อุปมานี้มิได้มุ่งดูหมิ่นผู้ใด แต่ชี้ให้เห็นว่า แสงสว่างที่แท้จริงของชีวิตอยู่ที่การขัดเกลาใจของตน
ขยายความบทตั้งแสงสว่างจากการฝึกตนมีหลายระดับ ในระดับโลกิยะ ตนที่ฝึกดีทำให้รู้จักผิดชอบชั่วดี เป็นที่ไว้วางใจ และเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น ส่วนในระดับโลกุตตระ ปัญญาที่เกิดจากการฝึกตนอย่างบริบูรณ์ย่อมกำจัดความมืดคืออวิชชา (ความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริง) ได้ ในพระพุทธศาสนาจึงยกย่องปัญญาว่าเป็นแสงสว่าง ดังพุทธภาษิตว่า แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี อนึ่ง ควรระวังว่า การฝึกตนมิใช่การฝึกความสามารถเพื่ออวดผู้อื่น แต่เป็นการทำความโกรธ ความเท็จ และความหลงให้เบาบางลง ตามอุปมาในพระสูตรข้างต้น
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่รู้จักรักษาตนย่อมไม่ยอมมอบตนให้ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่ไม่ดี ไม่ยอมเป็นเครื่องมือของผู้ที่ชักนำไปทำชั่ว และไม่ยอมให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงบงการชีวิต สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนไม่ให้มอบตนให้ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่ไม่ดี คำว่า “ให้ซึ่งตน” ในที่นี้พึงเข้าใจว่า การยอมยกตนให้ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นครอบงำ จนตนไม่อาจเป็นตัวของตัวเองในทางที่ถูก เช่น ยอมเป็นเครื่องมือของผู้ที่ชักนำไปทำชั่ว หรือยอมให้ความโลภ ความโกรธ และความหลงบงการชีวิต ส่วนคำว่า “บุรุษ” เป็นสำนวนเรียกบุคคลทั่วไป ข้อความนี้จึงใช้ได้แก่ทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะชาย
อธิบายบทเชื่อม ๑บทนี้มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค และอยู่ในคาถาเดียวกับบทว่า “บุรุษไม่พึงสละเสียซึ่งตน” ทั้งสองบทจึงควรศึกษาคู่กัน บทนี้เน้นว่าอย่ามอบตนให้ใคร ส่วนอีกบทหนึ่งเน้นว่าอย่าทอดทิ้งตน สิ่งที่คนเราอาจเผลอมอบตนให้นั้นมีหลายอย่าง เช่น มอบตนให้คนพาลชักจูงเพราะเกรงใจหรือหวังผลประโยชน์ มอบตนให้อบายมุขจนเลิกไม่ได้ หรือมอบตนให้อารมณ์โกรธจนทำสิ่งที่ภายหลังต้องเสียใจ เมื่อมอบตนไปแล้ว ความเป็นอิสระที่จะเลือกทำความดีก็ลดน้อยลง
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อที่ควรระวังในการตีความคือ พุทธภาษิตบทนี้มิได้ห้ามการให้ทาน การเสียสละ หรือการอุทิศตนทำประโยชน์ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นความดีที่พระพุทธศาสนาสรรเสริญ หากทำด้วยปัญญาและในทางที่ถูก เช่น การอุทิศตนรับใช้พระศาสนา ดูแลบิดามารดา หรือช่วยเหลือส่วนรวม สิ่งที่ไม่ควรให้คือการยอมตนให้ตกอยู่ใต้อำนาจของความชั่วหรือของผู้ที่ไม่หวังดี จนเสียศีล เสียธรรม และเสียความเป็นตัวของตัวเองในการทำสิ่งที่ถูกต้อง
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ฝึกตนให้อดทนต่อความยากลำบากในการเรียนบาลี ย่อมมีความรู้เป็นเครื่องนำทางในการศึกษาชั้นสูงต่อไป พระภิกษุที่สำรวมกิริยาเรียบร้อยเมื่อออกบิณฑบาต ก็เป็นแสงสว่างที่ช่วยให้ญาติโยมเกิดศรัทธา ส่วนคฤหัสถ์ที่ฝึกความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบในการงาน ย่อมเป็นที่ไว้วางใจของผู้ร่วมงาน พ่อแม่ที่ฝึกตนให้ใจเย็นและมีเหตุผล ก็เป็นดุจประทีปที่ส่องทางให้ลูกหลานเดินตามได้อย่างมั่นคง
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นฝึกตนทั้งด้านความประพฤติและด้านจิตใจ ละความโกรธ ระวังวาจาไม่ให้เท็จ และหมั่นศึกษาหาความรู้ที่ถูกต้อง เมื่อตนได้รับการฝึกดีแล้ว ชีวิตย่อมไม่มืดมน แม้ต้องเผชิญปัญหาก็มีสติปัญญาหาทางออกได้ และยังเป็นแสงสว่างแก่ผู้อื่นด้วย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ