ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๓,๕๘๐ ตัวอักษร (ราว ๔ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน
(ขุ. ธ. ๒๕/๓๖,๖๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “นาโถ” หรือ นาถ แปลว่า ที่พึ่ง สุภาษิตนี้สอนว่า ความพ้นทุกข์และความเจริญในชีวิตต้องอาศัยการกระทำของตนเองเป็นหลัก ผู้อื่นช่วยได้เพียงบางส่วน แต่ไม่อาจทำความดีแทนเราได้ คำว่า “ตน” ในที่นี้ใช้ตามภาษาสมมุติ หมายถึงบุคคลผู้นั้นเอง มิได้ขัดกับหลักอนัตตา เพราะมุ่งสอนเรื่องความรับผิดชอบในการกระทำของตน

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในพระคาถาธรรมบทสองแห่ง แห่งหนึ่งในอัตตวรรค มีใจความเต็มว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก ที่พึ่งที่ได้โดยยากนี้ อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงพระอรหัต อีกแห่งหนึ่งในภิกขุวรรค ตรัสว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเป็นคติของตน เพราะฉะนั้น จงสงวนตนให้ดี เหมือนพ่อค้าม้าสงวนม้าดี พระคาถาทั้งสองจึงเน้นว่า ที่พึ่งอันแท้จริงเกิดจากการฝึกตนให้ดี

ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม สุภาษิตนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความช่วยเหลือของผู้อื่น หรือให้ถือตนว่าไม่ต้องพึ่งครูอาจารย์ พระพุทธองค์ตรัสว่า ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทาง ความเพียรเป็นกิจที่ทุกคนต้องทำเอง และในนวโกวาทได้แสดงนาถกรณธรรม ๑๐ (ธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้) ได้แก่ ศีล พาหุสัจจะ กัลยาณมิตตตา โสวจัสสตา กิงกรณีเยสุ ทักขตา ธัมมกามตา วิริยะ สันโดษ สติ และปัญญา จะเห็นว่าการมีกัลยาณมิตรและการเป็นผู้ว่าง่ายก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นที่พึ่งของตน ในระดับโลกิยะ ผู้พึ่งตนได้คือผู้มีความรู้ ความประพฤติ และความขยัน ส่วนในระดับสูงสุด คือผู้ที่ฝึกตนจนพ้นจากกิเลสทั้งปวง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑สัตว์ทั้งหลายย่อมรักตนเองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ทุกคนล้วนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ ผู้ที่เข้าใจความจริงนี้ย่อมเห็นใจผู้อื่นว่ารักตนไม่ต่างจากเรา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงธรรมดาของสัตว์ทั้งหลายว่า ย่อมรักตนเองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ทุกคนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ คำว่า “ปรมํ” แปลว่า อย่างยิ่ง ส่วน “ปิโย” แปลว่า เป็นที่รัก การรักตนในที่นี้เป็นการกล่าวถึงความจริงของชีวิต มิใช่การสนับสนุนให้เห็นแก่ตัว และคำว่า “ตน” ก็ใช้ตามภาษาสมมุติ มิได้หมายถึงอัตตาที่เที่ยงแท้

อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระสูตรอื่นมีเรื่องแสดงความจริงข้อนี้ไว้ชัดเจน คือ พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาว่า มีใครอื่นที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนหรือไม่ พระนางทูลตอบว่าไม่มี และพระราชาก็ทรงยอมรับว่าพระองค์ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสพระคาถาว่า บุคคลตรวจดูด้วยใจทั่วทุกทิศ ก็ไม่พบใครที่ไหนเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ตนของผู้อื่นก็เป็นที่รักของเขาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น พระคาถานี้จึงนำความจริงเรื่องการรักตน ไปสู่ข้อปฏิบัติคือความไม่เบียดเบียน

อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อที่ควรเข้าใจให้ถูกคือ การรักตนอย่างแท้จริงมิใช่การตามใจตน พระพุทธองค์ตรัสในพระคาถาธรรมบทว่า ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็พึงรักษาตนนั้นไว้ให้ดี และในพระสูตรอีกแห่งหนึ่งได้แสดงว่า ผู้ที่ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ แม้จะกล่าวว่ารักตน ก็ชื่อว่าทำตนเหมือนเป็นศัตรู ส่วนผู้ประพฤติสุจริต จึงชื่อว่ารักตนอย่างแท้จริง ในระดับโลกิยะ การรักตนจึงแสดงออกด้วยการเว้นความชั่วและทำความดี ส่วนในระดับโลกุตตระ ผู้ปฏิบัติย่อมพิจารณาเห็นกายใจตามความเป็นจริง จนคลายความยึดมั่นในตนลงได้

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ตั้งใจท่องจำและทบทวนบทเรียนด้วยตนเอง แม้ครูจะสอนให้เพียงในห้องเรียน ก็ย่อมสอบผ่านได้ด้วยความเพียรของตน พระภิกษุที่รักษาศีลและทำกิจวัตรสม่ำเสมอ ย่อมเป็นที่พึ่งของตนและเป็นที่เคารพของหมู่คณะ นักเรียนที่รับผิดชอบการบ้านโดยไม่รอให้ผู้ปกครองทำแทน คนทำงานที่ฝึกฝนความรู้ความสามารถของตนอยู่เสมอ และครอบครัวที่รู้จักเก็บออมไว้ยามจำเป็น ล้วนเป็นผู้ที่รู้จักทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกตนตามหลักนาถกรณธรรม ตั้งอยู่ในศีล หมั่นศึกษา คบกัลยาณมิตร รับฟังคำสอน ขยันทำหน้าที่ และมีสติปัญญากำกับการกระทำ เมื่อตนมีคุณธรรมเป็นหลักแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งของตนได้ และยังเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้อีกด้วย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก