เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้กล่าวถึงธรรมดาของสัตว์ทั้งหลายว่า ย่อมรักตนเองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ทุกคนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ คำว่า “ปรมํ” แปลว่า อย่างยิ่ง ส่วน “ปิโย” แปลว่า เป็นที่รัก การรักตนในที่นี้เป็นการกล่าวถึงความจริงของชีวิต มิใช่การสนับสนุนให้เห็นแก่ตัว และคำว่า “ตน” ก็ใช้ตามภาษาสมมุติ มิได้หมายถึงอัตตาที่เที่ยงแท้
ขยายความบทตั้งในพระสูตรอื่นมีเรื่องแสดงความจริงข้อนี้ไว้ชัดเจน คือ พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาว่า มีใครอื่นที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนหรือไม่ พระนางทูลตอบว่าไม่มี และพระราชาก็ทรงยอมรับว่าพระองค์ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสพระคาถาว่า บุคคลตรวจดูด้วยใจทั่วทุกทิศ ก็ไม่พบใครที่ไหนเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ตนของผู้อื่นก็เป็นที่รักของเขาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น พระคาถานี้จึงนำความจริงเรื่องการรักตน ไปสู่ข้อปฏิบัติคือความไม่เบียดเบียน
ขยายความบทตั้งข้อที่ควรเข้าใจให้ถูกคือ การรักตนอย่างแท้จริงมิใช่การตามใจตน พระพุทธองค์ตรัสในพระคาถาธรรมบทว่า ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็พึงรักษาตนนั้นไว้ให้ดี และในพระสูตรอีกแห่งหนึ่งได้แสดงว่า ผู้ที่ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ แม้จะกล่าวว่ารักตน ก็ชื่อว่าทำตนเหมือนเป็นศัตรู ส่วนผู้ประพฤติสุจริต จึงชื่อว่ารักตนอย่างแท้จริง ในระดับโลกิยะ การรักตนจึงแสดงออกด้วยการเว้นความชั่วและทำความดี ส่วนในระดับโลกุตตระ ผู้ปฏิบัติย่อมพิจารณาเห็นกายใจตามความเป็นจริง จนคลายความยึดมั่นในตนลงได้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว ย่อมพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องคอยหวังให้ผู้อื่นมาทำความดีแทน เพราะความพ้นทุกข์และความเจริญในชีวิต ล้วนต้องอาศัยการกระทำของตนเองเป็นสำคัญ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “นาโถ” หรือ นาถ แปลว่า ที่พึ่ง พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ความพ้นทุกข์และความเจริญในชีวิตต้องอาศัยการกระทำของตนเองเป็นหลัก ผู้อื่นช่วยได้เพียงบางส่วน แต่ไม่อาจทำความดีแทนเราได้ คำว่า “ตน” ในที่นี้ใช้ตามภาษาสมมุติ หมายถึงบุคคลผู้นั้นเอง มิได้ขัดกับหลักอนัตตา เพราะมุ่งสอนเรื่องความรับผิดชอบในการกระทำของตน
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในพระคาถาธรรมบทสองแห่ง แห่งหนึ่งในอัตตวรรค มีใจความเต็มว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก ที่พึ่งที่ได้โดยยากนี้ อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงพระอรหัต อีกแห่งหนึ่งในภิกขุวรรค ตรัสว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเป็นคติของตน เพราะฉะนั้น จงสงวนตนให้ดี เหมือนพ่อค้าม้าสงวนม้าดี พระคาถาทั้งสองจึงเน้นว่า ที่พึ่งอันแท้จริงเกิดจากการฝึกตนให้ดี
อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความช่วยเหลือของผู้อื่น หรือให้ถือตนว่าไม่ต้องพึ่งครูอาจารย์ พระพุทธองค์ตรัสว่า ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทาง ความเพียรเป็นกิจที่ทุกคนต้องทำเอง และในนวโกวาทได้แสดงนาถกรณธรรม ๑๐ (ธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้) ได้แก่ ศีล พาหุสัจจะ กัลยาณมิตตตา โสวจัสสตา กิงกรณีเยสุ ทักขตา ธัมมกามตา วิริยะ สันโดษ สติ และปัญญา จะเห็นว่าการมีกัลยาณมิตรและการเป็นผู้ว่าง่ายก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นที่พึ่งของตน ในระดับโลกิยะ ผู้พึ่งตนได้คือผู้มีความรู้ ความประพฤติ และความขยัน ส่วนในระดับสูงสุด คือผู้ที่ฝึกตนจนพ้นจากกิเลสทั้งปวง
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่รักตนย่อมไม่ยอมให้ตนเสียศีลเพราะความอยากเล่นสนุกตามเพื่อน พระภิกษุที่รักตนย่อมรักษาพระวินัยและใช้เวลาในการศึกษาปฏิบัติ ไม่ปล่อยให้ตนมัวหมอง นักเรียนที่รักตนย่อมไม่ทำร้ายสุขภาพของตนด้วยสิ่งเสพติด คนทำงานที่รักตนย่อมไม่แสวงหาทรัพย์โดยทุจริต และเมื่อเราไม่อยากถูกดูหมิ่นหรือถูกทำร้าย ก็ย่อมเข้าใจได้ว่าผู้อื่นก็ไม่อยากถูกกระทำเช่นนั้นเหมือนกัน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรรักตนให้ถูกทาง คือรักษาตนให้พ้นจากความชั่ว ฝึกตนให้มีศีลและปัญญา และนำความรักตนนั้นมาเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นใจผู้อื่น ไม่เบียดเบียนใคร เพราะทุกชีวิตต่างก็รักตนเช่นเดียวกับเรา สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ