เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “เปมํ” แปลว่า ความรัก ความผูกพัน คำว่า “อตฺตสมํ” แปลว่า เสมอด้วยตน ส่วนคำว่า “(อื่น)” ในวงเล็บเป็นคำเติมให้ความชัดขึ้นในภาษาไทย หมายความว่า ความรักอื่นใดก็ไม่เท่ากับความรักที่บุคคลมีต่อตนเอง สุภาษิตนี้แสดงความจริงตามธรรมชาติของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งล้วนรักชีวิตและปรารถนาความสุขของตน
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในเทวตาสังยุตต์ แห่งสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ที่มีเทวดากล่าวคาถาว่า ความรักเสมอด้วยบุตรไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยโคไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยดวงอาทิตย์ไม่มี และสระทั้งหลายมีสมุทรเป็นอย่างยิ่ง พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี และฝนแลเป็นสระอย่างยิ่ง พระดำรัสตอบนี้ชี้ว่า แม้ความรักต่อบุตรจะลึกซึ้งเพียงใด แต่ความรักที่บุคคลมีต่อตนเองนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่า
ขยายความบทตั้งความรักตนนี้เป็นความจริงที่ควรรู้ แต่ผู้ศึกษาควรเข้าใจให้รอบด้าน ความรักและความผูกพันจัดเป็นเหตุแห่งความทุกข์ได้ ดังพระคาถาธรรมบทว่า ความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก เมื่อยึดมั่นในตนมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นความเห็นแก่ตัว ความถือตัว และความทุกข์เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปดังใจ ในระดับโลกิยะ ท่านจึงสอนให้ใช้ความรักตนเป็นเครื่องเทียบใจ เมื่อตนรักสุขเกลียดทุกข์ ผู้อื่นก็เช่นกัน จึงไม่ควรเบียดเบียนกัน ส่วนในระดับโลกุตตระ ผู้ปฏิบัติย่อมพิจารณาเห็นกายและใจตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนละความยึดมั่นในตนได้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑สัตว์ทั้งหลายย่อมรักตนเองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ทุกคนล้วนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ ผู้ที่เข้าใจความจริงนี้ย่อมเห็นใจผู้อื่นว่ารักตนไม่ต่างจากเรา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงธรรมดาของสัตว์ทั้งหลายว่า ย่อมรักตนเองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ทุกคนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ คำว่า “ปรมํ” แปลว่า อย่างยิ่ง ส่วน “ปิโย” แปลว่า เป็นที่รัก การรักตนในที่นี้เป็นการกล่าวถึงความจริงของชีวิต มิใช่การสนับสนุนให้เห็นแก่ตัว และคำว่า “ตน” ก็ใช้ตามภาษาสมมุติ มิได้หมายถึงอัตตาที่เที่ยงแท้
อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระสูตรอื่นมีเรื่องแสดงความจริงข้อนี้ไว้ชัดเจน คือ พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาว่า มีใครอื่นที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนหรือไม่ พระนางทูลตอบว่าไม่มี และพระราชาก็ทรงยอมรับว่าพระองค์ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสพระคาถาว่า บุคคลตรวจดูด้วยใจทั่วทุกทิศ ก็ไม่พบใครที่ไหนเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ตนของผู้อื่นก็เป็นที่รักของเขาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น พระคาถานี้จึงนำความจริงเรื่องการรักตน ไปสู่ข้อปฏิบัติคือความไม่เบียดเบียน
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อที่ควรเข้าใจให้ถูกคือ การรักตนอย่างแท้จริงมิใช่การตามใจตน พระพุทธองค์ตรัสในพระคาถาธรรมบทว่า ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็พึงรักษาตนนั้นไว้ให้ดี และในพระสูตรอีกแห่งหนึ่งได้แสดงว่า ผู้ที่ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ แม้จะกล่าวว่ารักตน ก็ชื่อว่าทำตนเหมือนเป็นศัตรู ส่วนผู้ประพฤติสุจริต จึงชื่อว่ารักตนอย่างแท้จริง ในระดับโลกิยะ การรักตนจึงแสดงออกด้วยการเว้นความชั่วและทำความดี ส่วนในระดับโลกุตตระ ผู้ปฏิบัติย่อมพิจารณาเห็นกายใจตามความเป็นจริง จนคลายความยึดมั่นในตนลงได้
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ถูกเพื่อนแกล้งแล้วรู้สึกเจ็บใจ เมื่อระลึกได้ว่าเพื่อนก็รักตนเหมือนกัน ย่อมไม่แกล้งตอบ และหันมาแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยหรือแจ้งครูอาจารย์ พระภิกษุที่อยู่ร่วมกันในวัด เมื่อเข้าใจว่าทุกรูปต่างรักตน ย่อมระวังกิริยาวาจาไม่ให้กระทบใจกัน ในครอบครัว พ่อแม่ที่เข้าใจว่าลูกก็มีความรู้สึกของตน ย่อมรับฟังลูกมากขึ้น และคนทำงานที่เข้าใจความจริงข้อนี้ ก็ย่อมให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน ไม่เอาเปรียบกัน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรใช้ความรักตนให้เป็นประโยชน์ คือรักษาตนให้พ้นจากความชั่ว และนำใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ทำสิ่งที่ตนไม่ปรารถนาแก่ผู้อื่น พร้อมกันนั้นก็ควรค่อย ๆ ฝึกลดความยึดมั่นถือมั่นในตน เพื่อความทุกข์จะได้เบาบางลง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ