เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “อกตํ” แปลว่า ไม่ทำ ส่วน “วิสุชฺฌติ” แปลว่า ย่อมหมดจด ย่อมบริสุทธิ์ สุภาษิตนี้สอนว่า ความบริสุทธิ์ของบุคคลเกิดจากการที่ตนเองไม่ทำความชั่ว ผู้ที่งดเว้นจากบาปด้วยกาย วาจา ใจ ย่อมเป็นผู้หมดจดด้วยการกระทำของตน ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นมาทำให้บริสุทธิ์แทน
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้เป็นครึ่งหลังของพระคาถาในธรรมบท หมวดอัตตวรรค ซึ่งมีใจความเต็มว่า ตนทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ตนไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้ พระคาถานี้ชี้ว่า ครูอาจารย์และกัลยาณมิตรช่วยแนะนำทางได้ แต่การชำระใจให้บริสุทธิ์นั้น แต่ละคนต้องลงมือปฏิบัติเอง
ขยายความบทตั้งการไม่ทำบาปในที่นี้ ควรเข้าใจให้ครบถ้วนตามหลักโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งสอนให้ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตของตนให้ผ่องใส การไม่ทำชั่วจึงเป็นขั้นต้นที่ต้องประกอบกับการทำดีและการฝึกใจด้วย ในระดับโลกิยะ ผู้ที่เว้นจากความชั่วย่อมมีใจสงบ ไม่ต้องเดือดร้อนใจหรือหวาดระแวง ส่วนความหมดจดโดยสมบูรณ์ในระดับโลกุตตระ ได้แก่ การละกิเลสได้สิ้นเชิงด้วยอริยมรรค ผู้ศึกษาทั่วไปจึงไม่ควรเข้าใจว่า เพียงไม่ทำชั่วบางเรื่องก็บริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้ว แต่ควรเห็นว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ใดทำความชั่วด้วยกาย วาจา หรือใจ ผู้นั้นเองย่อมเป็นผู้เศร้าหมองเพราะความชั่วนั้น ไม่มีผู้อื่นใดจะมารับความเศร้าหมองแทนได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ปาปํ” หรือ บาป หมายถึง กรรมชั่วที่ทำด้วยกาย วาจา หรือใจ ส่วน “สงฺกิลิสฺสติ” แปลว่า ย่อมเศร้าหมอง หมายถึงใจที่ถูกกิเลสครอบงำและขุ่นมัว พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ใดทำความชั่ว ผู้นั้นเองย่อมเป็นผู้เศร้าหมองเพราะความชั่วนั้น ไม่มีผู้อื่นมารับความเศร้าหมองแทนได้
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในพระคาถาธรรมบท หมวดอัตตวรรค มีใจความเต็มว่า ตนทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ตนไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้ พระคาถานี้แสดงหลักความรับผิดชอบต่อกรรมของตนอย่างชัดเจน สุภาษิตบทนี้เป็นครึ่งแรก ซึ่งกล่าวถึงฝ่ายความชั่ว ส่วนครึ่งหลังกล่าวถึงฝ่ายความบริสุทธิ์
อธิบายบทเชื่อม ๑ความเศร้าหมองจากการทำบาปปรากฏได้ทั้งในปัจจุบันและภายหลัง ในปัจจุบัน ผู้ทำบาปย่อมเกิดความเดือดร้อนใจ หวาดระแวง และถูกความละอายตามรบกวน ทั้งการทำบาปบ่อย ๆ ยังทำให้ใจคุ้นเคยกับความชั่ว เห็นผิดเป็นชอบได้ง่ายขึ้น ส่วนในภายหลังย่อมได้รับผลของกรรมนั้นตามสมควร อนึ่ง ควรแยกให้ชัดว่า พุทธภาษิตบทนี้หมายถึงความเศร้าหมองอันเกิดจากบาปที่ตนทำเอง มิได้หมายความว่าผู้ถูกผู้อื่นทำร้ายเป็นผู้ทำบาป และแม้ผู้ที่เคยพลาดพลั้งไปแล้ว ก็ยังกลับตัวได้ ดังพระคาถาว่า ผู้ใดทำบาปแล้ว กลับทำกุศลปิดไว้ได้ ผู้นั้นย่อมทำโลกให้สว่าง
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่รักษาศีลของตนอย่างเคร่งครัด แม้อยู่ลับตาผู้อื่นก็ไม่ล่วงละเมิด ย่อมมีใจเบิกบานและไม่ต้องระแวงใคร พระภิกษุที่สำรวมระวังในพระวินัย ย่อมทำกิจวัตรและการปฏิบัติได้ด้วยใจสงบ นักเรียนที่ทำข้อสอบด้วยความรู้ของตนเอง ย่อมภูมิใจในผลที่ได้แม้คะแนนไม่สูงนัก คนทำงานที่ไม่รับสินบน และสมาชิกในครอบครัวที่ซื่อตรงต่อกัน ย่อมอยู่อย่างสบายใจ ไม่ต้องคอยปกปิดสิ่งใด
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรรักษาความบริสุทธิ์ของตนด้วยตนเอง ตั้งใจงดเว้นจากความชั่ว หมั่นทำความดี และฝึกใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ ไม่ฝากความบริสุทธิ์ไว้กับสิ่งภายนอกหรือผู้อื่น เพราะความหมดจดที่แท้เกิดจากการปฏิบัติของตนเท่านั้น สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ