ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๓,๘๖๓ ตัวอักษร (ราว ๔ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา
มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด
(ขุ. สุ. ๒๕๑๓๓๙)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ชี้ให้เห็นโทษของความเห็นแก่ตัว คำว่า “ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน” หมายถึงผู้ที่ใช้ความคิดและความรู้ของตนมุ่งแต่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ส่วนคำว่า “ไม่สะอาด” มิได้หมายถึงร่างกายสกปรก แต่หมายถึงความประพฤติทางกาย วาจา และใจที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะมีความโลภและความเห็นแก่ได้เป็นเครื่องเศร้าหมองอยู่ภายใน

ขยายความบทตั้งถ้อยคำนี้เป็นส่วนหนึ่งของคาถาในขัคควิสาณสูตร แห่งสุตตนิบาต ซึ่งมีใจความว่า คนทั้งหลายคบหาและคอยรับใช้กันเพราะมีเหตุ คือหวังประโยชน์บางอย่าง มิตรที่คบกันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนหาได้ยาก มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นคนไม่สะอาด ผู้มุ่งความสงบจึงพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด คาถานี้จึงเป็นการพิจารณาเห็นโทษของการคบหาที่มีผลประโยชน์แอบแฝง และสรรเสริญการอยู่อย่างสงัดเพื่อบำเพ็ญเพียรละกิเลส

ขยายความบทตั้งข้อควรระวังในการตีความ คือ สุภาษิตนี้มิได้สอนว่าการดูแลประโยชน์ของตนเป็นสิ่งผิด เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้บำเพ็ญประโยชน์ตน (อัตตัตถะ) และประโยชน์ผู้อื่น (ปรัตถะ) ควบคู่กันไป สิ่งที่ถูกตำหนิคือการมุ่งประโยชน์ตนจนยอมเอาเปรียบ หลอกลวง หรือทอดทิ้งผู้มีอุปการะเมื่อหมดประโยชน์แก่ตน ส่วนการที่คาถาสรรเสริญการเที่ยวไปผู้เดียวนั้น เป็นแนวทางของผู้มุ่งความสงัดเพื่อความพ้นทุกข์ มิใช่สอนให้คฤหัสถ์ตัดขาดจากสังคมหรือระแวงผู้อื่นไปเสียทั้งหมด ข้อที่ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้คือ หมั่นตรวจดูใจตนว่าคบหาผู้อื่นด้วยความจริงใจ หรือด้วยความหวังผลเพียงอย่างเดียว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ปรารถนาความเจริญย่อมหมั่นพิจารณาตรวจดูกาย วาจา และใจของตนอยู่เสมอ ว่ากำลังเป็นไปในทางดีหรือทางเสื่อม ไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาชี้โทษก่อน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้หมั่นตรวจดูความประพฤติของตนอยู่เสมอ คำว่า “ปฏิมํเส” หมายถึงพึงพิจารณา ตรวจตรา หรือสอบสวนดู ส่วน “อตฺตนา” หมายถึงด้วยตนเอง คือไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาชี้โทษก่อน แต่ตนเองเป็นผู้สังเกตกาย วาจา และใจของตนว่ากำลังเป็นไปในทางดีหรือทางเสื่อม เมื่อเห็นข้อบกพร่องก็รีบแก้ไข เมื่อเห็นความดีก็รักษาไว้

อธิบายบทเชื่อม ๑บทนี้มาในพระธรรมบท ภิกขุวรรค ในคาถาเดียวกันมีความว่า “จงเตือนตนด้วยตนเอง” อยู่ด้วย ในอรรถกถาธรรมบทเล่าเรื่องพระนังคลกูฏเถระว่า เดิมเป็นชายยากจนรับจ้างไถนา ครั้นออกบวชแล้วได้นำไถและผ้าเก่าของตนไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เวลาใดเกิดความเบื่อหน่ายอยากลาสิกขา ท่านก็ไปดูสิ่งของเหล่านั้นแล้วเตือนตนให้ระลึกถึงความลำบากในชีวิตเดิม จนใจกลับมั่นคงในพรหมจรรย์ ท่านทำอย่างนี้เรื่อยมาจนภายหลังได้บรรลุอรหัตตผล เรื่องนี้แสดงว่า การพิจารณาตนอย่างสม่ำเสมอเป็นเครื่องประคองใจให้อยู่ในทางที่ถูกได้

อธิบายบทเชื่อม ๑การพิจารณาตนอาศัยสติเป็นเครื่องระลึกรู้ และอาศัยหิริโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) เป็นเครื่องยับยั้ง พระพุทธองค์เคยทรงสอนพระราหุลให้พิจารณาการกระทำทางกาย วาจา และใจ ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ ว่าเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่นหรือไม่ เปรียบเหมือนการส่องกระจกดูตน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาตนมิใช่การตำหนิตนจนท้อแท้หรือดูแคลนตนเอง แต่เป็นการมองตามความเป็นจริงเพื่อละสิ่งที่ผิดและเจริญสิ่งที่ถูก ผู้ศึกษาทั่วไปเริ่มได้จากการตรวจศีลและความประพฤติของตน ส่วนการพิจารณากายและใจให้เห็นตามความเป็นจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั้น เป็นเรื่องของการเจริญสติปัฏฐานตามลำดับ

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่อยู่ร่วมกันในวัด หากเลือกทำเฉพาะกิจที่ตนได้ประโยชน์ แต่หลีกเลี่ยงงานส่วนรวม เช่น การปัดกวาดลานวัดหรือการดูแลเสนาสนะ ก็ย่อมทำให้หมู่คณะขาดความสามัคคี นักเรียนที่คบเพื่อนเพียงเพื่อขอลอกการบ้าน แล้วเมินเฉยเมื่อเพื่อนเดือดร้อน คนทำงานที่แย่งผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน หรือญาติพี่น้องที่เข้าหากันเฉพาะเมื่อต้องการทรัพย์ ล้วนเป็นตัวอย่างของความเห็นแก่ประโยชน์ตนที่ทำให้ใจเศร้าหมองและทำให้ความสัมพันธ์จืดจางลง

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกตนให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม รู้จักแบ่งปัน ให้อภัย และช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลัง คบหาผู้อื่นด้วยความจริงใจ ไม่ทิ้งมิตรเมื่อเขาตกต่ำ และเมื่อจะได้ประโยชน์สิ่งใดก็ให้ได้มาโดยสุจริต ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การลดความเห็นแก่ตัวลงทีละน้อยเป็นการชำระใจให้สะอาดขึ้น และทำให้เป็นผู้ที่ผู้อื่นไว้วางใจได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา
มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก