เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ชี้ให้เห็นโทษของความเห็นแก่ตัว คำว่า “ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน” หมายถึงผู้ที่ใช้ความคิดและความรู้ของตนมุ่งแต่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ส่วนคำว่า “ไม่สะอาด” มิได้หมายถึงร่างกายสกปรก แต่หมายถึงความประพฤติทางกาย วาจา และใจที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะมีความโลภและความเห็นแก่ได้เป็นเครื่องเศร้าหมองอยู่ภายใน
ขยายความบทตั้งถ้อยคำนี้เป็นส่วนหนึ่งของคาถาในขัคควิสาณสูตร แห่งสุตตนิบาต ซึ่งมีใจความว่า คนทั้งหลายคบหาและคอยรับใช้กันเพราะมีเหตุ คือหวังประโยชน์บางอย่าง มิตรที่คบกันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนหาได้ยาก มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นคนไม่สะอาด ผู้มุ่งความสงบจึงพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด คาถานี้จึงเป็นการพิจารณาเห็นโทษของการคบหาที่มีผลประโยชน์แอบแฝง และสรรเสริญการอยู่อย่างสงัดเพื่อบำเพ็ญเพียรละกิเลส
ขยายความบทตั้งข้อควรระวังในการตีความ คือ สุภาษิตนี้มิได้สอนว่าการดูแลประโยชน์ของตนเป็นสิ่งผิด เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้บำเพ็ญประโยชน์ตน (อัตตัตถะ) และประโยชน์ผู้อื่น (ปรัตถะ) ควบคู่กันไป สิ่งที่ถูกตำหนิคือการมุ่งประโยชน์ตนจนยอมเอาเปรียบ หลอกลวง หรือทอดทิ้งผู้มีอุปการะเมื่อหมดประโยชน์แก่ตน ส่วนการที่คาถาสรรเสริญการเที่ยวไปผู้เดียวนั้น เป็นแนวทางของผู้มุ่งความสงัดเพื่อความพ้นทุกข์ มิใช่สอนให้คฤหัสถ์ตัดขาดจากสังคมหรือระแวงผู้อื่นไปเสียทั้งหมด ข้อที่ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้คือ หมั่นตรวจดูใจตนว่าคบหาผู้อื่นด้วยความจริงใจ หรือด้วยความหวังผลเพียงอย่างเดียว
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ปรารถนาความเจริญย่อมหมั่นพิจารณาตรวจดูกาย วาจา และใจของตนอยู่เสมอ ว่ากำลังเป็นไปในทางดีหรือทางเสื่อม ไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาชี้โทษก่อน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้หมั่นตรวจดูความประพฤติของตนอยู่เสมอ คำว่า “ปฏิมํเส” หมายถึงพึงพิจารณา ตรวจตรา หรือสอบสวนดู ส่วน “อตฺตนา” หมายถึงด้วยตนเอง คือไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาชี้โทษก่อน แต่ตนเองเป็นผู้สังเกตกาย วาจา และใจของตนว่ากำลังเป็นไปในทางดีหรือทางเสื่อม เมื่อเห็นข้อบกพร่องก็รีบแก้ไข เมื่อเห็นความดีก็รักษาไว้
อธิบายบทเชื่อม ๑บทนี้มาในพระธรรมบท ภิกขุวรรค ในคาถาเดียวกันมีความว่า “จงเตือนตนด้วยตนเอง” อยู่ด้วย ในอรรถกถาธรรมบทเล่าเรื่องพระนังคลกูฏเถระว่า เดิมเป็นชายยากจนรับจ้างไถนา ครั้นออกบวชแล้วได้นำไถและผ้าเก่าของตนไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เวลาใดเกิดความเบื่อหน่ายอยากลาสิกขา ท่านก็ไปดูสิ่งของเหล่านั้นแล้วเตือนตนให้ระลึกถึงความลำบากในชีวิตเดิม จนใจกลับมั่นคงในพรหมจรรย์ ท่านทำอย่างนี้เรื่อยมาจนภายหลังได้บรรลุอรหัตตผล เรื่องนี้แสดงว่า การพิจารณาตนอย่างสม่ำเสมอเป็นเครื่องประคองใจให้อยู่ในทางที่ถูกได้
อธิบายบทเชื่อม ๑การพิจารณาตนอาศัยสติเป็นเครื่องระลึกรู้ และอาศัยหิริโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) เป็นเครื่องยับยั้ง พระพุทธองค์เคยทรงสอนพระราหุลให้พิจารณาการกระทำทางกาย วาจา และใจ ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ ว่าเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่นหรือไม่ เปรียบเหมือนการส่องกระจกดูตน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาตนมิใช่การตำหนิตนจนท้อแท้หรือดูแคลนตนเอง แต่เป็นการมองตามความเป็นจริงเพื่อละสิ่งที่ผิดและเจริญสิ่งที่ถูก ผู้ศึกษาทั่วไปเริ่มได้จากการตรวจศีลและความประพฤติของตน ส่วนการพิจารณากายและใจให้เห็นตามความเป็นจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั้น เป็นเรื่องของการเจริญสติปัฏฐานตามลำดับ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่อยู่ร่วมกันในวัด หากเลือกทำเฉพาะกิจที่ตนได้ประโยชน์ แต่หลีกเลี่ยงงานส่วนรวม เช่น การปัดกวาดลานวัดหรือการดูแลเสนาสนะ ก็ย่อมทำให้หมู่คณะขาดความสามัคคี นักเรียนที่คบเพื่อนเพียงเพื่อขอลอกการบ้าน แล้วเมินเฉยเมื่อเพื่อนเดือดร้อน คนทำงานที่แย่งผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน หรือญาติพี่น้องที่เข้าหากันเฉพาะเมื่อต้องการทรัพย์ ล้วนเป็นตัวอย่างของความเห็นแก่ประโยชน์ตนที่ทำให้ใจเศร้าหมองและทำให้ความสัมพันธ์จืดจางลง
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกตนให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม รู้จักแบ่งปัน ให้อภัย และช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลัง คบหาผู้อื่นด้วยความจริงใจ ไม่ทิ้งมิตรเมื่อเขาตกต่ำ และเมื่อจะได้ประโยชน์สิ่งใดก็ให้ได้มาโดยสุจริต ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การลดความเห็นแก่ตัวลงทีละน้อยเป็นการชำระใจให้สะอาดขึ้น และทำให้เป็นผู้ที่ผู้อื่นไว้วางใจได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ