ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๓,๕๔๕ ตัวอักษร (ราว ๔ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา
บัณฑิต ย่อมฝึกตน
(ม. ม. ๑๓/๔๘๗)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงลักษณะสำคัญของบัณฑิต คือผู้มีปัญญา ว่าไม่ได้วัดกันที่ความรู้มากหรือการเรียนสูงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรู้จักฝึกตนเอง คำว่า “ฝึก” (ทมะ) หมายถึงการข่มใจและปรับปรุงกาย วาจา ใจ ให้ละความประพฤติที่ไม่ดี แล้วตั้งอยู่ในความดี เหมือนสัตว์ที่ได้รับการฝึกแล้วย่อมใช้งานได้ตามประสงค์

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้เป็นท่อนท้ายของพระคาถาในบัณฑิตวรรค แห่งธรรมบท ว่า คนไขน้ำย่อมไขน้ำไป ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างถากย่อมถากไม้ บัณฑิตย่อมฝึกตน อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า บัณฑิตสามเณร ศิษย์ของพระสารีบุตรเถระ ขณะติดตามพระเถระไปบิณฑบาต ได้เห็นคนไขน้ำเข้านา ช่างศรดัดลูกศร และช่างไม้ถากไม้ จึงพิจารณาว่า สิ่งที่ไม่มีจิตใจ คนยังนำไปตามที่ต้องการได้ เหตุใดผู้มีจิตใจจะฝึกจิตของตนไม่ได้ แล้วกลับไปเจริญภาวนาจนได้บรรลุอรหัตตผล คาถาเดียวกันนี้ยังปรากฏเป็นคำของพระองคุลิมาลเถระ ผู้กลับตัวจากความประพฤติร้ายมาเป็นผู้ฝึกตนดีแล้ว

ขยายความบทตั้งการฝึกตนในทางพระพุทธศาสนามีหลายระดับ ในระดับพื้นฐาน คือการสำรวมกายวาจาด้วยศีล ข่มความโกรธความโลภไม่ให้ล่วงออกมาเป็นการกระทำ ในระดับที่ละเอียดขึ้น คือการฝึกจิตด้วยสมาธิให้ตั้งมั่น และฝึกปัญญาให้เห็นความจริงของชีวิต จนถึงที่สุดคือการละกิเลสได้ขาด ดังที่บัณฑิตสามเณรได้บรรลุ ผู้ศึกษาทั่วไปอาจยังไม่ถึงระดับสูงสุด แต่ก็ฝึกตนตามกำลังได้ทุกวัน และควรเข้าใจว่าการฝึกตนต่างจากการทรมานตน เพราะมุ่งให้ใจดีขึ้นด้วยความเพียรที่พอดี มิใช่ฝืนร่างกายให้ลำบากโดยเปล่าประโยชน์

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่คอยตามรักษาตนอยู่เสมอ ไม่ให้ตกไปในความชั่วและความเสื่อม ย่อมไม่ต้องเร่าร้อนเดือดร้อนใจในภายหลัง เพราะไม่ได้ทำสิ่งผิดพลาดที่จะต้องกลับมาเสียใจ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ปกิณฺณกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้คอยดูแลรักษาตนให้ปลอดภัยจากความชั่วและความเสื่อม คำว่า “อตฺตานุรกฺขี” หมายถึงผู้ตามรักษาตน คือคอยประคับประคองตนอยู่เสมอ ไม่ใช่รักษาเพียงครั้งคราว ส่วนคำว่า “มา อฑยฺหิ” มีเค้าความหมายว่า อย่าได้ถูกไฟเผา ในที่นี้หมายถึงอย่าได้เร่าร้อนเดือดร้อนใจ เพราะผู้ที่ไม่รักษาตนย่อมทำผิดพลาด แล้วต้องรับผลเป็นความร้อนใจทั้งในปัจจุบันและภายหลัง

อธิบายบทเชื่อม ๑บทนี้มาในชาดก สิ่งที่ควรรักษานั้น มิได้หมายถึงร่างกายหรือทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่หมายเอาความประพฤติทางกาย วาจา และใจเป็นสำคัญ ผู้รักษาตนย่อมอาศัยศีลเป็นเครื่องกั้นการทำชั่ว อาศัยสติเป็นเครื่องระวังไม่ให้ใจไหลไปตามอารมณ์ และอาศัยการสำรวมอินทรีย์ คือ ระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ให้ความยินดียินร้ายครอบงำ ส่วนความเดือดร้อนที่เปรียบด้วยไฟนั้น เกิดได้ทั้งจากไฟคือราคะ โทสะ และโมหะที่แผดเผาใจ และจากความร้อนใจภายหลังเมื่อระลึกถึงความผิดที่ตนได้ทำไว้

อธิบายบทเชื่อม ๑การรักษาตนมิใช่ความเห็นแก่ตัว หรือการเอาแต่ความสะดวกสบายของตน พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ว่า ผู้รักษาตนชื่อว่ารักษาผู้อื่น และผู้รักษาผู้อื่นชื่อว่ารักษาตน เพราะเมื่อเรามีศีล มีสติ และมีความอดทน ย่อมไม่ไปเบียดเบียนใคร ทั้งยังเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่นได้ด้วย ในระดับที่ผู้ศึกษาทั่วไปทำได้ คือการระวังไม่ให้ตนทำผิดศีล ไม่เข้าใกล้สิ่งที่ชักนำไปทางเสื่อม และไม่ปล่อยใจให้กิเลสครอบงำจนทำสิ่งที่ต้องเสียใจภายหลัง

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ตั้งใจท่องบ่นบาลีและทบทวนนักธรรมแม้ในวันที่เหนื่อยล้า พระภิกษุที่ฝึกลุกขึ้นทำวัตรเช้าให้ตรงเวลาและสำรวมระวังขณะบิณฑบาต ย่อมเป็นการฝึกตนตามพระวินัยและกิจวัตร นักเรียนที่ฝึกไม่เล่นจนลืมทำการบ้าน คนทำงานที่ฝึกพูดด้วยถ้อยคำสุภาพแม้กำลังขัดใจ หรือพ่อแม่ที่ฝึกระงับอารมณ์ก่อนตักเตือนลูก ล้วนเป็นการฝึกตนที่เห็นผลได้ในชีวิตจริง

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรเริ่มจากการสังเกตข้อบกพร่องของตนอย่างซื่อตรง เลือกแก้ไขทีละเรื่อง และทำอย่างสม่ำเสมอ เหมือนช่างที่ค่อย ๆ ดัดและถากวัสดุจนได้รูปที่ต้องการ เมื่อพลั้งพลาดก็ไม่ท้อถอย แต่เริ่มใหม่ด้วยความตั้งใจ ผู้ที่ฝึกตนได้ย่อมเป็นที่พึ่งแก่ตนเองและเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา
บัณฑิต ย่อมฝึกตน

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก