เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ชวนให้พิจารณาว่า ทุกคนย่อมรักตน แต่ความรักตนที่ถูกต้องมิใช่การตามใจตนทุกอย่าง หากเป็นการคุ้มครองตนไม่ให้ทำความชั่ว ซึ่งจะนำความทุกข์มาให้ตนเองทั้งในปัจจุบันและภายหน้า การ “รักษาตนให้ดี” จึงหมายถึงการเว้นความชั่ว ทำความดี และไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต
ขยายความบทตั้งพระคาถานี้อยู่ในอัตตวรรค แห่งธรรมบท ท่อนหลังมีใจความว่า บัณฑิตพึงประคับประคองตนไว้ตลอดยามใดยามหนึ่งในสามยาม อรรถกถาธรรมบทกล่าวว่าตรัสปรารภโพธิราชกุมาร และอธิบายคำว่า “ยาม” ว่า สำหรับคฤหัสถ์หมายถึงวัยทั้งสาม คือปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย หากไม่ได้ทำความดีในวัยต้น ก็ควรทำในวัยกลาง หรืออย่างน้อยในวัยปลาย ส่วนสำหรับบรรพชิต หมายถึงยามทั้งสามแห่งราตรี ที่ควรใช้เวลาประกอบความเพียร ไม่ปล่อยให้ผ่านไปด้วยความประมาท
ขยายความบทตั้งข้อควรระวังคือ ความรักตนในที่นี้ต่างจากความเห็นแก่ตัว ผู้เห็นแก่ตัวคิดถึงแต่ความพอใจเฉพาะหน้าจนยอมทำชั่ว ซึ่งกลับเป็นการทำร้ายตนเอง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ผู้ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ ชื่อว่าไม่รักตน แม้จะกล่าวว่ารักตนก็ตาม ส่วนผู้ประพฤติสุจริตชื่อว่ารักตน อนึ่ง ผู้รักษาตนดีแล้วย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่น เพราะรู้ว่าผู้อื่นก็รักตนเช่นเดียวกัน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่รักตนอย่างแท้จริง ย่อมไม่นำตนไปเกี่ยวข้องกับความชั่ว เพราะรู้ว่าความชั่วนั้นย่อมย้อนกลับมาทำร้ายตนเองในที่สุด สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ที่รักตนอย่างแท้จริงย่อมไม่ทำความชั่ว คำว่า “ประกอบตนด้วยความชั่ว” หมายถึงการทำทุจริตทางกาย วาจา และใจ ซึ่งจะนำผลเป็นทุกข์มาสู่ตน ความรักตนในที่นี้จึงมิใช่การตามใจตนหรือเห็นแก่ตัว แต่เป็นความปรารถนาดีต่อตนเอง จนไม่ยอมให้ตนต้องรับผลร้ายจากการกระทำของตน
อธิบายบทเชื่อม ๑บทนี้มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ในพระสูตรเล่าว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพิจารณาขณะประทับอยู่ในที่สงัดว่า ผู้ที่ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ แม้จะกล่าวว่าตนรักตน ก็ชื่อว่าไม่รักตน เพราะทำแก่ตนเหมือนศัตรูทำแก่ศัตรู ส่วนผู้ประพฤติสุจริต แม้ไม่กล่าวเช่นนั้นก็ชื่อว่ารักตน เมื่อพระองค์กราบทูลความข้อนี้ พระพุทธองค์ตรัสรับรองว่าเป็นเช่นนั้น แล้วตรัสพระคาถานี้ ซึ่งมีความต่อไปว่า ความสุขย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้ทำความชั่วจะหาได้ง่าย
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อคิดสำคัญคือ ความรักตนตามหลักพระพุทธศาสนาวัดกันที่การกระทำ มิใช่วัดที่ความรู้สึกหรือคำพูด บางคนคิดว่าการได้สิ่งที่ต้องการทันที คือการรักตน แต่หากสิ่งนั้นได้มาด้วยการทุจริต ก็เท่ากับทำร้ายตนในภายหลัง การรักตนอย่างถูกต้องจึงสอดคล้องกับการไม่เบียดเบียนผู้อื่น เพราะผู้ที่เข้าใจว่าตนรักสุขเกลียดทุกข์ ก็ย่อมเข้าใจว่าผู้อื่นก็รักตนเช่นเดียวกัน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่รักตนย่อมไม่ปล่อยเวลาเรียนให้หมดไปกับการคุยเล่น แต่ตั้งใจศึกษาเพื่อความเจริญของตน พระภิกษุที่รักตนย่อมระวังอาบัติแม้เล็กน้อย และไม่ปล่อยให้ราตรีผ่านไปโดยไม่ได้เจริญภาวนาเลย นักเรียนที่รักตนย่อมไม่ทดลองสิ่งเสพติด คนทำงานที่รักตนย่อมดูแลสุขภาพและไม่แสวงหาทรัพย์ในทางทุจริต ส่วนผู้สูงอายุที่รู้สึกว่าวัยต้นผ่านไปโดยไม่ได้ทำความดีมากนัก ก็ยังเริ่มให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาได้ในวัยปัจจุบัน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรแสดงความรักตนอย่างถูกต้อง ด้วยการเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนในระยะยาว เว้นจากทางเสื่อม และหมั่นทำความดีตามวัยและโอกาส ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด ก็ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มรักษาตนให้ดี สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ