ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๖๖๕ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺถํ
การเลือกให้ อันพระสุคตทรงสรรเสริญ
(สํ. ส. ๑๕/๓๐)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “การเลือกให้” ในพุทธศาสนสุภาษิตนี้ หมายถึงการให้ด้วยปัญญา คือรู้จักพิจารณาก่อนให้ ว่าควรให้แก่ใคร ควรให้สิ่งใด และควรให้เมื่อใด ไม่ใช่การให้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้า หรือให้ตามอารมณ์โดยไม่คิด พระพุทธเจ้าผู้เสด็จไปดีแล้ว ซึ่งเรียกว่า “พระสุคต” ทรงสรรเสริญการให้ที่ประกอบด้วยการพิจารณาเช่นนี้ เพราะทำให้ทานนั้นเกิดประโยชน์มากทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ

ขยายความบทตั้งการเลือกให้เปรียบเหมือนชาวนาที่เลือกหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในนาที่ดี ดินดีมีน้ำพอ เมล็ดพันธุ์ย่อมงอกงามให้ผลมาก ถ้าหว่านลงบนหินหรือดินแห้งแล้ง เมล็ดพันธุ์ก็สูญเปล่า การให้ก็เช่นกัน ถ้าให้แก่ผู้มีศีลมีธรรม ผู้ที่นำไปใช้ในทางที่ดี หรือผู้ที่ขาดแคลนจริง ทานนั้นย่อมมีผลมาก แต่ถ้าให้แก่ผู้ที่จะนำไปใช้ในทางเสื่อม เช่น ให้เงินแก่คนที่จะนำไปซื้อสุราหรือเล่นการพนัน การให้นั้นกลับกลายเป็นการส่งเสริมความชั่วไปโดยไม่รู้ตัว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทั้งด้วยการให้ การช่วยเหลือ และการไม่เบียดเบียน เป็นเหตุให้ตนเองได้รับความสุขตอบแทนเช่นกัน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ปราชญ์” หมายถึงผู้มีปัญญา รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ ส่วน “ผู้ให้ความสุข” หมายถึงผู้ที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทั้งด้วยการให้สิ่งของ การช่วยเหลือ และการไม่เบียดเบียน พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้มีปัญญาที่ให้ความสุขแก่ผู้อื่น ย่อมได้รับความสุขตอบแทน เป็นไปตามหลักว่า ทำเหตุเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๑ที่ท่านใช้คำว่า “ปราชญ์ผู้ให้” ก็เพราะการให้ความสุขที่แท้จริงต้องอาศัยปัญญา ผู้ให้ต้องรู้ว่าความสุขที่ตนให้นั้นเป็นความสุขที่ดีงาม ไม่ใช่ความสุขที่นำไปสู่ความเสื่อม เช่น การชวนเพื่อนไปเที่ยวเตร่มั่วสุม แม้เพื่อนจะสนุก แต่ก็ไม่ใช่การให้ความสุขที่ถูกต้อง ส่วนการให้ความสุขด้วยปัญญา คือการทำให้ผู้อื่นสบายใจ ปลอดภัย และเจริญขึ้น เมื่อให้เช่นนี้ ผู้ให้ย่อมได้รับความสุขตั้งแต่ขณะที่ให้ คือความอิ่มใจ และได้รับความสุขในภายหลัง คือความรัก ความเคารพ และความช่วยเหลือจากผู้อื่น

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง ผู้ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ควรพิจารณาว่าผู้ประสบภัยขาดแคลนสิ่งใด แล้วจึงให้สิ่งที่ตรงกับความต้องการ พ่อแม่ที่ให้เงินลูกก็ควรพิจารณาว่าลูกจะนำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์หรือไม่ นักเรียนที่จะช่วยเพื่อนทำการบ้าน ก็ควรช่วยอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ มากกว่าการให้คัดลอกคำตอบ เพราะการให้คัดลอกดูเหมือนเป็นการให้ แต่ความจริงทำให้เพื่อนขาดโอกาสเรียนรู้ นี้คือตัวอย่างของการเลือกให้ด้วยปัญญา

สรุปสรุปความว่า การให้ที่ประเสริฐจึงต้องประกอบด้วยทั้งใจที่เสียสละและปัญญาที่รู้จักพิจารณา ผู้ที่ให้ด้วยปัญญาย่อมไม่ถูกหลอกลวง ทรัพย์ที่สละไปย่อมไม่สูญเปล่า และความดีที่ทำย่อมเกิดประโยชน์เต็มที่ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺถํ
การเลือกให้ อันพระสุคตทรงสรรเสริญ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก