ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๕๘๕ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน
(ขุ. ธ. ๒๕/๓๘)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “คนพาล” ในพุทธศาสนสุภาษิตนี้ ไม่ได้หมายถึงคนเกเรเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงคนที่มีปัญญาทราม มองไม่เห็นคุณค่าของความดี และมองโลกด้วยความเห็นแก่ตัว คนเช่นนี้ย่อมไม่สรรเสริญทาน คือไม่เห็นว่าการให้เป็นสิ่งดีงาม มักมองว่าการให้เป็นการเสียของเปล่า เป็นความโง่ของผู้ให้ หรือบางทีก็ดูหมิ่นผู้ที่ทำบุญให้ทานว่าทำไปเพื่ออวดตัว

ขยายความบทตั้งที่คนพาลไม่สรรเสริญทาน ก็เพราะเขามองเห็นแต่สิ่งที่ตาเห็น คือเห็นว่าทรัพย์ลดลง แต่มองไม่เห็นสิ่งที่ได้มาจากการให้ เช่น ความอิ่มใจ มิตรภาพ ความเคารพนับถือ และบุญกุศลที่ติดตามตัวไป ในพระธรรมบทมีพุทธพจน์ว่า คนตระหนี่ย่อมไปสู่เทวโลกไม่ได้ คนพาลย่อมไม่สรรเสริญทาน ส่วนนักปราชญ์ย่อมอนุโมทนาทาน และด้วยการอนุโมทนานั้นเอง เขาย่อมมีความสุขในโลกหน้า แสดงให้เห็นว่า แม้เพียงการยินดีกับทานของผู้อื่นก็เป็นบุญ แต่คนพาลกลับปิดโอกาสนั้นของตนเสียเอง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผลของการให้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหรือราคาของสิ่งของเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับจิตของผู้ให้ แม้ของเพียงเล็กน้อย หากให้ด้วยใจเลื่อมใสก็ย่อมมีผลมาก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย วิมานวตฺถุ ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผลของการให้ทานไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหรือราคาของสิ่งที่ให้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับใจของผู้ให้เป็นสำคัญ คำว่า “จิตเลื่อมใส” หมายถึงใจที่ผ่องใสด้วยศรัทธา มีความเชื่อในบุญกุศล และมีความยินดีในการให้ ส่วน “ทักขิณาทาน” หมายถึงของที่ให้ด้วยความเคารพ หรือให้เพื่อบูชาคุณความดี เมื่อใจของผู้ให้เลื่อมใสแล้ว ทานนั้นย่อมไม่ชื่อว่าเป็นทานเล็กน้อยเลย

อธิบายบทเชื่อม ๑เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบุญเกิดขึ้นที่ใจ การให้ที่ประกอบด้วยเจตนาดีทั้งสามกาล คือ ก่อนให้ก็ดีใจ ขณะให้ก็ใจผ่องใส ให้แล้วก็ชื่นใจไม่เสียดาย ย่อมมีผลมาก ตรงกันข้าม ของมากมายที่ให้ด้วยความจำใจ ให้เพราะอยากได้หน้า หรือให้แล้วนึกเสียดายภายหลัง ใจย่อมเศร้าหมอง ผลแห่งทานนั้นก็ย่อมลดน้อยลงตามความเศร้าหมองของใจ ดังนั้น คนจนที่มีศรัทธาจึงทำบุญได้ไม่ด้อยไปกว่าคนมั่งมี ขอเพียงให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน เมื่อเห็นเพื่อนนำอาหารไปแจกคนไร้บ้าน คนที่มีใจพาลอาจพูดเยาะเย้ยว่าทำไปก็ไม่ช่วยอะไร หรือหาว่าทำเพื่อถ่ายรูปลงสื่อ ส่วนคนที่มีปัญญาย่อมรู้สึกยินดีด้วย กล่าวชื่นชม และอาจร่วมช่วยตามกำลัง เมื่อมีงานบุญในโรงเรียนหรือในชุมชน คนที่คอยติเตียนการทำบุญของผู้อื่นโดยที่ตนไม่เคยให้อะไรเลย ก็คือคนที่ไม่รู้คุณค่าของทานตามพุทธภาษิตนี้

สรุปสรุปความว่า ดังนั้น เราจึงไม่ควรตกเป็นคนพาลที่ขัดขวางหรือดูหมิ่นการให้ แต่ควรเป็นนักปราชญ์ที่ยินดีในการให้ทั้งของตนและของผู้อื่น เพราะการให้เป็นรากฐานของความดีงามในสังคม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก