ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๕๔๖ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
สุขสฺส ทาตา เมธาวีสุขํ โส อธิคจฺฉติ
ปราชญ์ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข
(องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๕)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ปราชญ์” หมายถึงผู้มีปัญญา รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ ส่วน “ผู้ให้ความสุข” หมายถึงผู้ที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทั้งด้วยการให้สิ่งของ การช่วยเหลือ และการไม่เบียดเบียน พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า ผู้มีปัญญาที่ให้ความสุขแก่ผู้อื่น ย่อมได้รับความสุขตอบแทน เป็นไปตามหลักว่า ทำเหตุเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น

ขยายความบทตั้งที่ท่านใช้คำว่า “ปราชญ์ผู้ให้” ก็เพราะการให้ความสุขที่แท้จริงต้องอาศัยปัญญา ผู้ให้ต้องรู้ว่าความสุขที่ตนให้นั้นเป็นความสุขที่ดีงาม ไม่ใช่ความสุขที่นำไปสู่ความเสื่อม เช่น การชวนเพื่อนไปเที่ยวเตร่มั่วสุม แม้เพื่อนจะสนุก แต่ก็ไม่ใช่การให้ความสุขที่ถูกต้อง ส่วนการให้ความสุขด้วยปัญญา คือการทำให้ผู้อื่นสบายใจ ปลอดภัย และเจริญขึ้น เมื่อให้เช่นนี้ ผู้ให้ย่อมได้รับความสุขตั้งแต่ขณะที่ให้ คือความอิ่มใจ และได้รับความสุขในภายหลัง คือความรัก ความเคารพ และความช่วยเหลือจากผู้อื่น

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผลของการให้ไม่ได้สิ้นสุดลงที่การให้ครั้งเดียว ผู้ที่ให้สิ่งที่เลิศย่อมได้รับสิ่งที่เลิศย้อนกลับคืนมาเป็นความดีงามแก่ตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “สิ่งที่เลิศ” หมายถึงสิ่งที่ดีที่สุด เป็นยอดของสิ่งทั้งหลายในประเภทเดียวกัน พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ที่ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้รับสิ่งที่เลิศกลับคืนมาอีก คำว่า “อีก” แสดงให้เห็นว่าผลของการให้ไม่ได้สิ้นสุดลงที่การให้ครั้งเดียว แต่ย่อมย้อนกลับมาเป็นความดีงามแก่ผู้ให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อธิบายบทเชื่อม ๑ในหลักพระพุทธศาสนา สิ่งที่เลิศที่สุดที่ควรน้อมใจบูชาคือพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ผู้ที่ถวายทานด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ชื่อว่าได้ให้แก่สิ่งที่เลิศ และในอีกความหมายหนึ่ง การให้สิ่งที่เลิศยังหมายถึงการเลือกให้ของที่ดีที่สุดที่ตนมี ไม่ใช่ของรองหรือของเหลือ เมื่อใจของผู้ให้มุ่งถึงความเป็นเลิศเช่นนี้ ผลของการให้ย่อมเลิศตามไปด้วย ทั้งในรูปของความสุขใจ ชื่อเสียงอันดีงาม และความเจริญในภายหน้า

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง แพทย์และพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยด้วยความเมตตา ทำให้ผู้ป่วยหายจากความเจ็บปวด ย่อมมีความสุขใจที่ได้ช่วยชีวิตคน และได้รับความเคารพจากผู้คน ลูกที่ตั้งใจเรียนและประพฤติดี ทำให้พ่อแม่สบายใจ ย่อมได้รับความรักและความไว้วางใจจากพ่อแม่ นักเรียนที่ช่วยปลอบใจเพื่อนที่กำลังเสียใจ ก็ย่อมมีเพื่อนคอยปลอบใจตนในวันที่ตนมีทุกข์บ้าง

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสุขจึงไม่ควรแสวงหาความสุขด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น แต่ควรเป็นผู้ให้ความสุขแก่คนรอบข้างด้วยปัญญา เพราะความสุขที่เราให้ออกไปย่อมหวนกลับมาหาเราเสมอ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

สุขสฺส ทาตา เมธาวีสุขํ โส อธิคจฺฉติ
ปราชญ์ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก