ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๖๑๘ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ
ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศอีก
(องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๕๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “สิ่งที่เลิศ” หมายถึงสิ่งที่ดีที่สุด เป็นยอดของสิ่งทั้งหลายในประเภทเดียวกัน พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า ผู้ที่ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้รับสิ่งที่เลิศกลับคืนมาอีก คำว่า “อีก” แสดงให้เห็นว่าผลของการให้ไม่ได้สิ้นสุดลงที่การให้ครั้งเดียว แต่ย่อมย้อนกลับมาเป็นความดีงามแก่ผู้ให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขยายความบทตั้งในหลักพระพุทธศาสนา สิ่งที่เลิศที่สุดที่ควรน้อมใจบูชาคือพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ผู้ที่ถวายทานด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ชื่อว่าได้ให้แก่สิ่งที่เลิศ และในอีกความหมายหนึ่ง การให้สิ่งที่เลิศยังหมายถึงการเลือกให้ของที่ดีที่สุดที่ตนมี ไม่ใช่ของรองหรือของเหลือ เมื่อใจของผู้ให้มุ่งถึงความเป็นเลิศเช่นนี้ ผลของการให้ย่อมเลิศตามไปด้วย ทั้งในรูปของความสุขใจ ชื่อเสียงอันดีงาม และความเจริญในภายหน้า

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทั้งด้วยการให้ การช่วยเหลือ และการไม่เบียดเบียน เป็นเหตุให้ตนเองได้รับความสุขตอบแทนเช่นกัน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ปราชญ์” หมายถึงผู้มีปัญญา รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ ส่วน “ผู้ให้ความสุข” หมายถึงผู้ที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทั้งด้วยการให้สิ่งของ การช่วยเหลือ และการไม่เบียดเบียน พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้มีปัญญาที่ให้ความสุขแก่ผู้อื่น ย่อมได้รับความสุขตอบแทน เป็นไปตามหลักว่า ทำเหตุเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๑ที่ท่านใช้คำว่า “ปราชญ์ผู้ให้” ก็เพราะการให้ความสุขที่แท้จริงต้องอาศัยปัญญา ผู้ให้ต้องรู้ว่าความสุขที่ตนให้นั้นเป็นความสุขที่ดีงาม ไม่ใช่ความสุขที่นำไปสู่ความเสื่อม เช่น การชวนเพื่อนไปเที่ยวเตร่มั่วสุม แม้เพื่อนจะสนุก แต่ก็ไม่ใช่การให้ความสุขที่ถูกต้อง ส่วนการให้ความสุขด้วยปัญญา คือการทำให้ผู้อื่นสบายใจ ปลอดภัย และเจริญขึ้น เมื่อให้เช่นนี้ ผู้ให้ย่อมได้รับความสุขตั้งแต่ขณะที่ให้ คือความอิ่มใจ และได้รับความสุขในภายหลัง คือความรัก ความเคารพ และความช่วยเหลือจากผู้อื่น

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่ตั้งใจทำงานกลุ่มให้ดีที่สุด ไม่เกี่ยงงาน ย่อมได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนและครูให้ทำงานสำคัญยิ่งขึ้นไป พนักงานที่ทุ่มเทให้งานอย่างเต็มความสามารถ ย่อมได้รับโอกาสและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผู้ที่มอบความจริงใจที่ดีที่สุดให้แก่เพื่อน ย่อมได้รับมิตรภาพที่ดีที่สุดกลับคืนมา สิ่งที่เราให้ออกไปอย่างดีที่สุด ย่อมกลับมาหาเราอย่างดีที่สุดเช่นกัน

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะได้สิ่งที่ดีเลิศในชีวิต จึงควรเริ่มจากการให้สิ่งที่ดีเลิศก่อน ทั้งให้แก่พระศาสนา ให้แก่ผู้มีพระคุณ และให้แก่สังคม การให้ด้วยใจที่มุ่งความเป็นเลิศเช่นนี้เป็นเหตุแห่งความเจริญที่ไม่รู้จบ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ
ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศอีก

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก