เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “อุกฺกฏฺเฐ” หมายถึงในเวลาที่เรื่องราวหนักหน่วงหรือคับขัน เช่น ในยามศึกสงครามประชิด หรือเมื่อเกิดภัยอันตรายที่ต้องรีบตัดสินใจ ส่วน “สูร” หมายถึงคนกล้า สุภาษิตนี้สอนว่า ในยามวิกฤต บุคคลที่หมู่คณะต้องการและพึ่งพาได้ คือผู้มีความกล้า ไม่หวั่นไหวจนทิ้งหน้าที่ และกล้าเผชิญปัญหาเพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม
ขยายความบทตั้งสุภาษิตบทนี้เป็นบาทหนึ่งของคาถาในชาดก เอกนิบาต ซึ่งคาถาเดียวกันนั้นกล่าวถึงบุคคลที่ต้องการในสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้ ๔ ประการ คือ ในเวลาคับขันต้องการคนกล้า ในบรรดาที่ปรึกษาต้องการคนไม่พูดพล่าม ในเวลามีข้าวน้ำต้องการคนที่รัก และเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นต้องการบัณฑิต คาถานี้จึงชี้ให้เห็นว่า คุณสมบัติของคนแต่ละแบบมีคุณค่าตามกาลเทศะ และความกล้าเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้เมื่อเกิดความคับขัน
ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม ความกล้าตามหลักพระพุทธศาสนามิใช่ความบ้าบิ่นหรือการอวดดี แต่เป็นความกล้าที่ประกอบด้วยสติและปัญญา รู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และรู้จักประมาณกำลังของตน ความกล้าที่ถูกต้องย่อมควบคู่กับหิริโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) คือกล้าในทางดี แต่กลัวในทางชั่ว ส่วนความกล้าทำชั่วหรือความกล้าที่เกิดจากความโกรธ ย่อมไม่ใช่ความกล้าที่สุภาษิตนี้ยกย่อง ในทางธรรม การต่อสู้กับกิเลสในใจตนก็ต้องอาศัยความเพียรที่ไม่ย่อท้อเช่นกัน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อเกิดเรื่องราวที่ยุ่งยากซับซ้อนหรือมีความขัดแย้ง ผู้ที่ต้องการที่สุดคือบัณฑิต ผู้สามารถพิจารณาเหตุผลและหาทางแก้ไขได้อย่างถูกต้อง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “อตฺถ” ในที่นี้หมายถึงเรื่องราว กิจการ หรือปัญหาที่ต้องตัดสินและแก้ไข ส่วน “ปณฺฑิต” หมายถึงบัณฑิต คือผู้มีปัญญา พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า เมื่อเกิดเรื่องราวที่ยุ่งยาก ซับซ้อน หรือมีความขัดแย้ง ผู้ที่ต้องการที่สุดคือบัณฑิต ผู้สามารถพิจารณาเหตุผล มองเห็นทางออก และตัดสินได้อย่างเป็นธรรม
อธิบายบทเชื่อม ๑สุภาษิตบทนี้เป็นบาทหนึ่งของคาถาในชาดก เอกนิบาต ซึ่งกล่าวถึงบุคคลที่ต้องการในสถานการณ์ต่าง ๆ ๔ ประการ คือ คนกล้าในเวลาคับขัน คนไม่พูดพล่ามในบรรดาที่ปรึกษา คนที่รักในเวลามีข้าวน้ำ และบัณฑิตเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้น บาทสุดท้ายนี้ชี้ว่า ความกล้า ความสำรวมวาจา และความรัก แม้จะมีคุณค่า แต่เมื่อเกิดเรื่องที่ต้องแยกแยะถูกผิด ย่อมต้องอาศัยปัญญาเป็นหลัก
อธิบายบทเชื่อม ๑บัณฑิตในความหมายของพระพุทธศาสนา มิได้หมายถึงผู้มีความรู้ทางวิชาการหรือมีปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา รู้จักเหตุและผล รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ทั้งแก่ตนและผู้อื่น และตั้งอยู่ในธรรม ในมงคลสูตรจึงกล่าวถึงการคบบัณฑิตว่าเป็นมงคล ผู้ที่เป็นบัณฑิตย่อมไม่ตัดสินเรื่องด้วยความลำเอียง ไม่ว่าด้วยความรัก ความชัง ความกลัว หรือความหลง และรับฟังความทุกฝ่ายก่อนวินิจฉัย
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน เมื่อวัดเกิดเหตุน้ำท่วมหรือไฟไหม้ พระภิกษุสามเณรที่ตั้งสติได้ กล้าช่วยขนย้ายพระคัมภีร์และสิ่งของสำคัญ และช่วยดูแลผู้สูงอายุ ย่อมเป็นที่พึ่งของหมู่คณะ สามเณรที่ทำผิดแล้วกล้าเข้าไปกราบยอมรับผิดต่อพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ก็แสดงความกล้าทางใจอย่างหนึ่ง ในครอบครัว เมื่อมีผู้เจ็บป่วยกะทันหัน คนที่ไม่ตื่นตระหนกและรีบหาทางช่วยเหลืออย่างถูกวิธี ย่อมช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นเหตุการณ์ได้ ส่วนคนทำงานที่กล้าบอกความจริงเมื่องานเกิดปัญหา ก็ช่วยให้แก้ไขได้ทันการณ์
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกความกล้าตั้งแต่ในเรื่องเล็ก ๆ เช่น กล้าพูดความจริง กล้ายอมรับผิด กล้าปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนไปในทางเสียหาย และฝึกตั้งสติเมื่อเผชิญเหตุไม่คาดคิด ควบคู่กับการศึกษาหาความรู้ให้พร้อม เพื่อให้ความกล้านั้นเป็นไปด้วยปัญญาและเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม เมื่อถึงเวลาคับขันจริง ก็จะเป็นผู้ที่ผู้อื่นพึ่งพาได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ