เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “บาปธรรม” หมายถึงความชั่วทั้งหลาย ทั้งที่อยู่ในใจ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความอิจฉาริษยา และที่แสดงออกทางกายและวาจา เช่น การเบียดเบียน การลักขโมย การพูดเท็จ ส่วนคำว่า “มลทิน” หมายถึงคราบสกปรก รอยด่างที่ทำให้สิ่งซึ่งเคยสะอาดกลายเป็นหมองมัว พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า ความชั่วเป็นมลทินแท้ที่ทำให้ชีวิตมัวหมอง ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า
ขยายความบทตั้งมลทินภายนอก เช่น ฝุ่นละอองหรือคราบสกปรกบนร่างกายและเสื้อผ้า ยังล้างออกได้ด้วยน้ำและสบู่ แต่มลทินคือความชั่วนั้นล้างด้วยน้ำไม่ได้ เพราะติดอยู่ที่ใจ ติดอยู่ในชื่อเสียง และติดตามตัวผู้ทำไปในภพหน้า ในโลกนี้ ผู้ทำชั่วย่อมเสียชื่อเสียง ถูกสังคมรังเกียจ ขาดความไว้วางใจ และใจของตนเองก็ไม่สงบ คอยหวาดระแวงว่าความผิดจะปรากฏ ในโลกหน้า ผลของความชั่วย่อมนำไปสู่ทุคติ ความชั่วจึงเป็นมลทินแท้ที่ร้ายแรงกว่ามลทินใด ๆ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ความสุขที่แท้ไม่จำเป็นต้องได้มาจากการครอบครองสิ่งต่าง ๆ แต่เกิดจากการไม่ทำบาป ผู้ที่งดเว้นความชั่วทั้งกายวาจาใจย่อมสบายใจ ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า การไม่ทำบาปนำสุขมาให้ คำว่า “การไม่ทำบาป” หมายถึงการงดเว้นจากความชั่วทั้งปวง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ส่วน “สุข” ในที่นี้ หมายถึงความสบายกายสบายใจ ความปลอดโปร่ง ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวหรือกังวล พุทธภาษิตนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องได้มาจากการได้ครอบครองสิ่งต่าง ๆ แต่เกิดได้จากการไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี
อธิบายบทเชื่อม ๑ความสุขที่เกิดจากการไม่ทำบาปนั้น เป็นความสุขที่ลึกซึ้งและมั่นคง ผู้ที่ไม่ทำความชั่วย่อมนอนหลับสนิท ไม่ต้องกลัวว่าความผิดจะถูกเปิดเผย ไม่ต้องคอยระแวงผู้อื่น ไม่ต้องโกหกเพื่อปกปิดความผิด ใจจึงเบาสบาย ในทางตรงข้าม ผู้ทำบาปแม้จะได้สิ่งที่ต้องการมา แต่ใจกลับร้อนรุ่มด้วยความกลัว ความละอาย และความสำนึกผิด ในพระธรรมบท พุทธภาษิตนี้ปรากฏร่วมกับข้อความว่า ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา ศรัทธาที่ตั้งมั่นนำสุขมาให้ การได้ปัญญานำสุขมาให้ แสดงว่าการไม่ทำบาปเป็นรากฐานของความสุขทั้งหลาย
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง ผู้ที่เคยทุจริตในหน้าที่การงาน แม้จะใช้โทษทางกฎหมายหมดแล้ว แต่ชื่อเสียงที่เสียไปก็ยังติดตัว ทำให้หางานใหม่ได้ยาก นักเรียนที่เคยลอกข้อสอบแล้วถูกจับได้ ย่อมถูกครูและเพื่อนมองด้วยความไม่ไว้วางใจไปอีกนาน คนที่เคยโกหกเพื่อนจนถูกจับได้ แม้ภายหลังจะพูดความจริง ก็อาจไม่มีใครเชื่อ นี้คือมลทินในโลกนี้ที่เห็นได้ชัดเจน
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่รักตนจึงควรรักษาชีวิตให้สะอาด ไม่ยอมให้ความชั่วแปดเปื้อน และถ้าเคยพลาดพลั้งไปแล้ว ก็ควรรีบสำนึกผิด แก้ไข และตั้งใจทำความดีให้มากยิ่งขึ้น เพื่อชำระมลทินนั้นให้จางลง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ