ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๕๑๓ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ปาปํ ปาเปน สุกรํ
ความชั่วอันคนชั่วทำง่าย
(วิ. จุล. ๗/๑๙๕)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “คนชั่ว” หมายถึงคนที่มีนิสัยชอบทำความชั่ว จิตใจคุ้นเคยกับความไม่ดี พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า ความชั่วเป็นสิ่งที่คนชั่วทำได้ง่าย กล่าวคือ สำหรับคนที่ใจเคยชินกับความชั่วแล้ว การทำชั่วไม่ใช่เรื่องยากลำบากเลย เขาทำได้โดยไม่ลังเล ไม่ละอาย และไม่รู้สึกผิด พุทธภาษิตนี้อยู่ในคาถาที่ตรัสไว้ว่า ความดีคนดีทำง่าย ความดีคนชั่วทำยาก ความชั่วคนชั่วทำง่าย ความชั่วอริยชนทำยาก

ขยายความบทตั้งเหตุที่คนชั่วทำชั่วได้ง่าย ก็เพราะความเคยชิน เหมือนน้ำที่ไหลไปตามร่องเดิมเสมอ ใจที่เคยทำชั่วก็ไหลไปสู่ความชั่วได้ง่ายเช่นกัน ยิ่งทำชั่วมากเท่าใด ความละอายต่อบาปและความเกรงกลัวต่อบาปก็ยิ่งจางหายไป จนในที่สุดมองไม่เห็นว่าความชั่วเป็นสิ่งไม่ดี ในทางตรงข้าม คนดีที่รักษาใจให้สะอาด ย่อมรู้สึกว่าการทำชั่วเป็นเรื่องยาก เพราะมีหิริโอตตัปปะคอยห้ามไว้ ความดีกับความชั่วจึงเป็นเรื่องของการฝึกใจ ฝึกทางใดก็ถนัดทางนั้น

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนที่ไม่รักษาความสัตย์และมักพูดมุสาเป็นนิสัย ย่อมพร้อมจะทำความชั่วได้ทุกอย่าง เพราะได้ละทิ้งหลักประกันที่สำคัญที่สุดของความดีไปแล้ว สมดังนัยแห่งพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “มุสา” หมายถึงความเท็จ การพูดโกหก การพูดไม่ตรงกับความจริงเพื่อหลอกผู้อื่น พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนที่มักพูดมุสาเป็นนิสัย ความชั่วที่เขาจะไม่ทำนั้นไม่มีเลย กล่าวคือ คนที่ไม่รักษาความสัตย์ย่อมพร้อมจะทำความชั่วได้ทุกอย่าง เพราะเขาได้ละทิ้งหลักประกันที่สำคัญที่สุดของความดีไปแล้ว

อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่ล่วงธรรมอย่างหนึ่งคือความสัตย์ พูดมุสาเป็นปกติ และไม่คำนึงถึงโลกหน้า บาปที่เขาจะไม่ทำย่อมไม่มี เหตุผลก็คือ การโกหกเป็นเครื่องมือปกปิดความชั่วทั้งปวง คนที่ทำผิดแล้วกล้าโกหก ย่อมคิดว่าตนสามารถปกปิดความผิดได้ จึงกล้าทำผิดต่อไปเรื่อย ๆ ส่วนคนที่รักษาความสัตย์ เมื่อทำผิดก็ยอมรับ ความผิดจึงไม่พอกพูน ความสัตย์จึงเปรียบเหมือนประตูที่กั้นความชั่วทั้งหลายไว้ เมื่อประตูนี้พังลง ความชั่วอื่น ๆ ก็ไหลเข้ามาได้โดยง่าย

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง คนที่โกหกจนเป็นนิสัย สามารถแต่งเรื่องเท็จได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่รู้สึกผิด ส่วนคนที่พูดความจริงเสมอ แม้จะพยายามโกหกก็จะรู้สึกอึดอัดใจ ผู้ที่เคยทุจริตครั้งแรกอาจมือสั่น แต่ครั้งต่อ ๆ ไปก็ทำได้อย่างง่ายดาย นักเรียนที่คบเพื่อนไม่ดีและเริ่มหนีเรียน ก็อาจกลายเป็นคนที่หนีเรียนได้โดยไม่สนใจผลเสียใด ๆ เลย

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการเป็นคนดีจึงต้องระวังไม่ให้ใจเคยชินกับความชั่ว แม้เพียงครั้งแรก และควรฝึกทำความดีให้เป็นนิสัย เพื่อให้ความดีเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ส่วนความชั่วเป็นสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับตน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ปาปํ ปาเปน สุกรํ
ความชั่วอันคนชั่วทำง่าย

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก