ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๔๗๗ ตัวอักษร (ราว ๒ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ตปสา ปชหนฺติ ปาปกมฺมํ
สาธุชนย่อมละบาปกรรมด้วยตปะ
(ขุ. ชา. อฏฺฐก. ๒๗/๒๔๕)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “สาธุชน” หมายถึงคนดี คนที่มีคุณธรรม ส่วนคำว่า “ตบะ” ในทางพระพุทธศาสนา ไม่ได้หมายถึงการทรมานร่างกาย แต่หมายถึงธรรมที่เผาผลาญกิเลสให้เร่าร้อนและหมดไป เช่น ความเพียร ความอดทน การสำรวมอินทรีย์ และการบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า คนดีย่อมละบาปกรรมได้ด้วยตบะ คือด้วยความเพียรพยายามอย่างแรงกล้าที่จะชำระใจของตน

ขยายความบทตั้งบาปกรรมเปรียบเหมือนสนิมที่เกาะเหล็ก หรือคราบที่ติดแน่นอยู่ในภาชนะ ต้องอาศัยความร้อนและการขัดถูอย่างจริงจังจึงจะหลุดออกได้ ใจที่คุ้นเคยกับความชั่วก็เช่นกัน จะละได้ต้องอาศัยตบะ คือความเพียรที่ไม่ย่อท้อ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระธรรมบทว่า ความอดทนคือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง แสดงว่าความอดทนต่อสิ่งยั่วยุ ความอดทนต่อความโกรธ และความอดทนต่อความอยาก เป็นเครื่องเผากิเลสที่สำคัญที่สุด ผู้ที่มีตบะเช่นนี้ย่อมค่อย ๆ ละความชั่วออกไปจากชีวิตได้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนที่มีนิสัยชั่วฝังอยู่ในใจ ย่อมได้รับความลำบากเดือดร้อนเพราะกรรมของตนเอง มิใช่เพราะผู้อื่น เนื่องจากผู้ใดทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นย่อมรับผลของกรรมนั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์มชฺฌิมนิกาย มชฺฌิมปณฺณาสก ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “คนมีสันดานชั่ว” หมายถึงคนที่มีนิสัยชั่วฝังอยู่ในใจ ชอบทำความชั่วเป็นปกติ ส่วนคำว่า “ย่อมลำบากเพราะกรรมของตน” หมายความว่า ความเดือดร้อนที่เขาได้รับไม่ได้เกิดจากผู้อื่น แต่เกิดจากการกระทำของเขาเอง พุทธภาษิตบทนี้ย้ำหลักกรรมว่า ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นย่อมต้องรับผลของกรรมนั้น ไม่มีผู้ใดรับแทนได้

อธิบายบทเชื่อม ๑ในคาถาที่มาของพุทธภาษิตบทนี้ มีการเปรียบเทียบไว้ว่า โจรที่ถูกจับได้ตรงช่องที่ตนเจาะเข้าไปขโมย ย่อมถูกลงโทษเพราะการกระทำของตนเอง ฉันใด หมู่สัตว์ที่ทำชั่วไว้ ละโลกนี้ไปแล้วก็ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน ฉันนั้น โจรคนนั้นจะโทษใครไม่ได้เลย เพราะช่องที่ถูกจับได้ก็เป็นช่องที่ตนเจาะเอง ความชั่วก็เช่นกัน เป็นกับดักที่ผู้ทำขุดไว้เพื่อตนเอง เมื่อถึงเวลาที่ผลกรรมปรากฏ ย่อมหลีกหนีไม่พ้น

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง ผู้ที่เคยติดสุราแล้วตั้งใจเลิก ต้องอดทนต่อความอยากที่เกิดขึ้นทุกวัน ความอดทนนั้นคือตบะที่เผาความอยากให้หมดไป คนที่มีนิสัยขี้โมโหแล้วตั้งใจแก้ไข ต้องฝึกข่มใจทุกครั้งที่ความโกรธเกิดขึ้น นักเรียนที่เคยติดเกมจนเสียการเรียนแล้วตั้งใจเปลี่ยนแปลง ต้องมีความเพียรจัดเวลาอย่างเคร่งครัด ทั้งหมดนี้คือการละบาปด้วยตบะตามแนวพระพุทธศาสนา

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการละนิสัยไม่ดีจึงต้องมีตบะ คือความเพียรและความอดทนที่มั่นคง ไม่ยอมแพ้ต่อกิเลสในใจตนเอง เมื่อพยายามอย่างต่อเนื่อง บาปกรรมที่เคยครอบงำใจก็จะค่อย ๆ หมดไป สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ตปสา ปชหนฺติ ปาปกมฺมํ
สาธุชนย่อมละบาปกรรมด้วยตปะ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก