เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า เมื่อกล่าวธรรมอยู่ บาปย่อมไม่แปดเปื้อน คำว่า “กล่าวธรรม” หมายถึงการพูดสิ่งที่ถูกต้อง พูดความจริง พูดตามหลักความดีงาม และพูดด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ส่วน “บาปย่อมไม่แปดเปื้อน” หมายความว่า ผู้พูดย่อมไม่มีความผิด แม้คำพูดนั้นอาจไม่ถูกใจผู้ฟังก็ตาม
ขยายความบทตั้งบางครั้งการพูดความจริงหรือการตักเตือนผู้อื่นอาจทำให้ผู้ฟังไม่พอใจ ผู้พูดจึงลังเลว่าจะเป็นบาปหรือไม่ พุทธภาษิตนี้ให้ความมั่นใจว่า ถ้าสิ่งที่พูดเป็นธรรม คือเป็นความจริง เป็นประโยชน์ และพูดด้วยเจตนาดีในเวลาที่เหมาะสม ผู้พูดย่อมไม่มีบาป เพราะบาปเกิดจากเจตนาชั่ว ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกไม่พอใจของผู้ฟัง แต่ต้องระวังว่า การกล่าวธรรมต้องไม่ใช่การอ้างความจริงมาทำร้ายผู้อื่น หรือพูดเพื่อสะใจตนเอง เพราะเมื่อเจตนาไม่บริสุทธิ์ คำพูดนั้นก็ไม่ใช่การกล่าวธรรมอีกต่อไป
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑บาปหรือกรรมชั่วย่อมเกิดขึ้นเพราะการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจทำชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ บาปก็ไม่มีแก่ผู้นั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “บาป” หมายถึงความชั่ว ส่วน “ผู้ไม่ทำ” หมายถึงผู้ที่ไม่ทำความชั่วนั้น ไม่ว่าจะทำด้วยตนเอง สั่งให้ผู้อื่นทำ หรือจงใจช่วยให้ผู้อื่นทำผิด พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนเราไม่ได้มีบาปเพียงเพราะอยู่ใกล้คนทำชั่วหรือถูกกล่าวหาว่าทำผิด แต่ต้องดูว่าเขาตั้งใจและทำสิ่งใดจริง ๆ
อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พระพุทธองค์ทรงเปรียบผู้ไม่ทำบาปกับฝ่ามือที่ไม่มีแผล ซึ่งยาพิษไม่ซึมเข้าไป อุปมานี้ช่วยให้เข้าใจว่า เมื่อบุคคลไม่มีเจตนาชั่วและไม่ได้ทำความชั่วนั้น บาปก็ไม่เกิดแก่เขาเพียงเพราะอยู่ใกล้หรือเกี่ยวข้องกับผู้ทำผิด ทั้งนี้ เรื่องยาพิษเป็นข้อเปรียบเทียบเพื่อสอนธรรม ไม่ควรนำไปทดลองสัมผัสสารพิษจริง
อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม ผู้ไม่ทำชั่วก็อาจได้รับความเดือดร้อนจากผู้อื่น เช่น ถูกเข้าใจผิดหรือถูกใส่ร้าย แต่การถูกกล่าวหาไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นผู้ทำผิด หากตนไม่ได้ทำ ก็ควรตั้งสติ ชี้แจงความจริง และขอความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ตอบโต้ด้วยการทำชั่วเสียเอง
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง ครูที่ตักเตือนนักเรียนเมื่อนักเรียนทำผิด แม้นักเรียนจะไม่พอใจในขณะนั้น แต่ครูก็ไม่มีบาป เพราะเตือนด้วยความหวังดี พยานที่ให้การตามความจริงในศาลแม้จะทำให้บางคนไม่พอใจ ก็ไม่มีบาป เพราะพูดตามธรรม เพื่อนที่กล้าเตือนเพื่อนไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แม้เพื่อนจะโกรธ ก็ชื่อว่าได้ทำหน้าที่ของกัลยาณมิตร
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการพูดโดยไม่มีบาปจึงควรยึดหลักการกล่าวธรรม คือพูดความจริง พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดด้วยความเมตตา และรู้จักเลือกเวลาที่เหมาะสม เมื่อพูดเช่นนี้ใจย่อมมั่นคง ไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใด สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ