ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๖๐๕ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
น ฆาสเหตุปิ กเรยฺย ปาปํ
ไม่ควรทำบาปเพราะเห็นแก่กิน
(นัย- ขุ. ชา. นวก. ๒๗/๒๖๒)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า ไม่ควรทำบาปเพราะเห็นแก่กิน คำว่า “เห็นแก่กิน” หมายถึงการยอมทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร หรือเพื่อปากท้องของตน ในความหมายที่กว้างขึ้น ยังหมายถึงการยอมทำความชั่วเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า เพื่อความสะดวกสบาย หรือเพื่อความอยู่รอดโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง พุทธภาษิตนี้เตือนว่า ความจำเป็นในการดำรงชีวิตไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำความชั่ว

ขยายความบทตั้งคนจำนวนมากมักอ้างว่า ที่ต้องทำชั่วก็เพราะความจำเป็น เพราะต้องหาเลี้ยงครอบครัว หรือเพราะทุกคนก็ทำกัน แต่ผู้มีปัญญาย่อมเห็นว่า ความชั่วที่ทำเพื่อปากท้องนั้นให้ผลเพียงชั่วคราว อาหารที่ได้มาอิ่มได้เพียงมื้อเดียว แต่ความชั่วที่ทำไว้ติดตัวไปนาน และอาจนำความเดือดร้อนที่ใหญ่หลวงกว่ามาให้ภายหลัง ผู้ที่มีศีลมีธรรมจึงยอมลำบาก ยอมอดอยาก ยอมมีน้อย ดีกว่ายอมแลกความดีงามของตนกับผลประโยชน์เล็กน้อย เพราะเขารู้ว่าศักดิ์ศรีและความบริสุทธิ์ของใจมีค่ากว่าอาหารใด ๆ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ความสุขที่แท้ไม่จำเป็นต้องได้มาจากการครอบครองสิ่งต่าง ๆ แต่เกิดจากการไม่ทำบาป ผู้ที่งดเว้นความชั่วทั้งกายวาจาใจย่อมสบายใจ ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า การไม่ทำบาปนำสุขมาให้ คำว่า “การไม่ทำบาป” หมายถึงการงดเว้นจากความชั่วทั้งปวง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ส่วน “สุข” ในที่นี้ หมายถึงความสบายกายสบายใจ ความปลอดโปร่ง ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวหรือกังวล พุทธภาษิตนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องได้มาจากการได้ครอบครองสิ่งต่าง ๆ แต่เกิดได้จากการไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี

อธิบายบทเชื่อม ๑ความสุขที่เกิดจากการไม่ทำบาปนั้น เป็นความสุขที่ลึกซึ้งและมั่นคง ผู้ที่ไม่ทำความชั่วย่อมนอนหลับสนิท ไม่ต้องกลัวว่าความผิดจะถูกเปิดเผย ไม่ต้องคอยระแวงผู้อื่น ไม่ต้องโกหกเพื่อปกปิดความผิด ใจจึงเบาสบาย ในทางตรงข้าม ผู้ทำบาปแม้จะได้สิ่งที่ต้องการมา แต่ใจกลับร้อนรุ่มด้วยความกลัว ความละอาย และความสำนึกผิด ในพระธรรมบท พุทธภาษิตนี้ปรากฏร่วมกับข้อความว่า ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา ศรัทธาที่ตั้งมั่นนำสุขมาให้ การได้ปัญญานำสุขมาให้ แสดงว่าการไม่ทำบาปเป็นรากฐานของความสุขทั้งหลาย

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง พ่อค้าที่ปลอมปนสินค้าหรือโกงตาชั่งเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น ชื่อว่าทำบาปเพราะเห็นแก่กิน ข้าราชการที่รับสินบนเพื่อเลี้ยงชีพให้สุขสบายกว่าเดิม ก็ทำบาปเพราะเห็นแก่ปากท้อง ส่วนคนที่มีรายได้น้อย แต่ประกอบอาชีพสุจริต ยอมทำงานหนักแต่ไม่ยอมทำผิด ย่อมเป็นผู้ที่ควรได้รับการยกย่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกหลาน

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการดำรงชีวิตอย่างมีเกียรติจึงควรยึดมั่นในความถูกต้อง แม้ในยามที่ชีวิตลำบาก ควรหาเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีพ และไม่ยอมให้ความหิวหรือความอยากได้ผลักดันไปสู่ความชั่ว สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

น ฆาสเหตุปิ กเรยฺย ปาปํ
ไม่ควรทำบาปเพราะเห็นแก่กิน

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก