ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๖๕๗ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ
บุญนำสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต
(ขุ. ธ. ๒๕/๕๙)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “เวลาสิ้นชีวิต” หมายถึงช่วงเวลาที่ชีวิตกำลังจะจบลง ซึ่งเป็นช่วงที่คนส่วนมากหวาดกลัว เพราะต้องพลัดพรากจากทุกสิ่งที่รัก พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า บุญนำความสุขมาให้ในเวลาเช่นนั้น กล่าวคือ ในยามที่ทรัพย์สมบัติ ยศตำแหน่ง และคนที่รัก ไม่อาจช่วยอะไรได้แล้ว บุญที่เคยทำไว้จะเป็นที่พึ่งทางใจ ทำให้จากไปอย่างสงบ ไม่หวาดกลัว

ขยายความบทตั้งในเวลาใกล้ตาย ใจของคนมักระลึกถึงสิ่งที่ตนเคยทำมา ผู้ที่เคยทำความชั่วมามาก ย่อมระลึกถึงความชั่วนั้นด้วยความเดือดร้อนใจ หวาดกลัวผลที่จะตามมา ส่วนผู้ที่ทำบุญไว้มาก ย่อมระลึกถึงความดีของตนด้วยความอิ่มใจ ไม่มีสิ่งใดต้องเสียใจหรือค้างคา ความสุขใจในวาระสุดท้ายนี้เป็นผลของบุญที่เห็นได้ชัด และในทางพระพุทธศาสนา จิตที่ผ่องใสในเวลาสิ้นชีวิตยังเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติได้ด้วย

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว ทรัพย์สิน ญาติพี่น้อง และยศศักดิ์ ไม่อาจติดตามไปได้ มีเพียงบุญเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งคุ้มครองสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ที่พึ่ง” หมายถึงสิ่งที่ให้ความคุ้มครอง ให้ความอบอุ่น และช่วยให้พ้นจากภัย ส่วน “โลกหน้า” หมายถึงภพภูมิที่สัตว์ไปเกิดหลังจากสิ้นชีวิตในโลกนี้ พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า กล่าวคือ เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีทรัพย์สิน ญาติพี่น้อง หรือยศศักดิ์ใดติดตามไปได้ มีเพียงบุญและบาปที่ตนทำไว้เท่านั้นที่ติดตามไป และบุญเป็นสิ่งเดียวที่จะคุ้มครองได้

อธิบายบทเชื่อม ๑ในโลกนี้ มนุษย์มีที่พึ่งหลายอย่าง เช่น พ่อแม่เป็นที่พึ่งของลูก ญาติมิตรเป็นที่พึ่งในยามลำบาก ทรัพย์สินเป็นที่พึ่งในการดำรงชีวิต แต่ที่พึ่งเหล่านี้มีขอบเขตจำกัด เมื่อถึงวาระที่ต้องจากโลกนี้ไป ที่พึ่งเหล่านี้ก็ติดตามไปไม่ได้ พระพุทธศาสนาสอนว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม ทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่ว ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว สิ่งที่ติดตามไปจึงมีเพียงกรรมที่ตนทำไว้ บุญที่ทำไว้ดีแล้วย่อมรับรองผู้ทำบุญนั้นไว้ในโลกหน้า เหมือนญาติทั้งหลายยินดีต้อนรับญาติที่รักซึ่งจากไปนานแล้วกลับมาถึงบ้านโดยสวัสดี บุญจึงเป็นที่พึ่งที่แท้จริงในโลกหน้า

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง เราได้ยินเรื่องราวของผู้สูงอายุหลายท่านที่ใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ทำบุญ ช่วยเหลือผู้อื่น และเลี้ยงดูลูกหลานอย่างดี เมื่อถึงวาระสุดท้ายก็จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความรักและความเคารพของลูกหลาน ส่วนบางคนที่ทำร้ายผู้อื่นไว้มาก แม้จะมีทรัพย์สินมากมาย ในวาระสุดท้ายกลับเต็มไปด้วยความกังวล ความรู้สึกผิด และไม่มีใครอยู่เคียงข้างด้วยความจริงใจ

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะจากโลกนี้ไปอย่างสงบจึงควรสั่งสมบุญไว้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอให้แก่ชราหรือเจ็บป่วยเสียก่อน เพราะไม่มีใครรู้ว่าวาระสุดท้ายของตนจะมาถึงเมื่อใด สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ
บุญนำสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก