ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๕๕๗ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
สติมโต สทา ภทฺทํ
คนผู้มีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ
(สํ. ส. ๑๕/๓๐๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้มีสติ” หมายถึงผู้ที่ระลึกได้ รู้ตัวอยู่เสมอ ไม่เผลอไผลทั้งในการคิด การพูด และการกระทำ ส่วน “ความเจริญ” หมายถึงสิ่งที่ดีงาม ความปลอดภัย และความก้าวหน้า พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า คนที่มีสติย่อมพบความเจริญทุกเมื่อ คือไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด สติจะช่วยนำพาไปสู่สิ่งที่ดีเสมอ

ขยายความบทตั้งสติเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เพราะเป็นพื้นฐานของความดีทั้งปวง การให้ทานต้องอาศัยสติ จึงให้ได้ถูกต้องเหมาะสม การรักษาศีลต้องอาศัยสติ จึงไม่เผลอล่วงละเมิด การทำงานต้องอาศัยสติ จึงไม่ผิดพลาด และการศึกษาเล่าเรียนก็ต้องอาศัยสติ จึงจดจำและเข้าใจได้ ผู้ที่มีสติจึงเหมือนคนที่ถือตะเกียงเดินในที่มืด มองเห็นทางชัดเจน ไม่สะดุดล้ม ไม่หลงทาง ความเจริญจึงเกิดขึ้นแก่เขาได้ทุกเวลา

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑สติคือความระลึกได้เป็นธรรมที่จำปรารถนาในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะทำกิจใด อยู่ที่ใด หรือกำลังคิด พูด ทำสิ่งใด เพราะสติเป็นเครื่องคุ้มกันไม่ให้พลั้งเผลอ สมดังนัยภาษิตของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า ภาษิตบทนี้สอนว่า สติ (ความระลึกได้) เป็นธรรมที่ต้องการในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะทำกิจใด อยู่ที่ใด หรือกำลังคิด พูด ทำสิ่งใด สติช่วยให้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร และระลึกได้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ จึงเป็นเหมือนเครื่องคุ้มกันไม่ให้พลั้งเผลอทำความผิดพลาด

อธิบายบทเชื่อม ๑ความหมายนี้สอดคล้องกับพระพุทธพจน์ในพระสูตรที่ว่าด้วยการเจริญโพชฌงค์ ซึ่งทรงแสดงว่า เมื่อจิตหดหู่ควรเจริญธรรมที่ช่วยให้จิตตื่นตัว เมื่อจิตฟุ้งซ่านควรเจริญธรรมที่ช่วยให้จิตสงบ แต่สำหรับสติ ทรงตรัสว่าเป็นธรรมที่ต้องการในที่ทั้งปวง เพราะไม่ว่าจิตจะอยู่ในสภาพใด ก็ต้องอาศัยสติคอยสังเกตและกำกับ จึงจะรู้ว่าควรปรับจิตไปทางใด

อธิบายบทเชื่อม ๑สติจึงมิใช่เพียงเรื่องของการนั่งสมาธิเท่านั้น แต่ใช้ได้ทั้งในการปฏิบัติธรรมและในการดำเนินชีวิตทั่วไป ในระดับการปฏิบัติ สติเป็นองค์ธรรมสำคัญในการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งนำไปสู่ปัญญาเห็นความจริงของกายและใจ ส่วนในระดับชีวิตประจำวัน สติช่วยให้ทำงานรอบคอบ ระวังวาจา และยับยั้งอารมณ์ได้ทัน ผู้ศึกษาควรเข้าใจทั้งสองระดับ โดยไม่ลดความสำคัญของสติให้เหลือเพียงความระมัดระวังธรรมดา

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง พ่อค้าที่มีสติย่อมไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รู้จักเก็บออม และไม่หลงเชื่อคำชวนลงทุนที่เกินจริง กิจการจึงมั่นคง ช่างที่ทำงานกับเครื่องจักรด้วยความมีสติ ย่อมทำงานได้เรียบร้อยและปลอดภัย นักเรียนที่มีสติเมื่อทำข้อสอบ ย่อมอ่านคำถามอย่างรอบคอบ ไม่ตอบผิดเพราะความสะเพร่า ส่วนคนที่ขาดสติ แม้เก่งเพียงใดก็อาจพลาดพลั้งจนเสียหายได้

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความเจริญในชีวิตจึงควรฝึกสติให้เข้มแข็ง ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอในทุกกิจที่ทำ เพราะสติเป็นเครื่องคุ้มครองและเป็นประตูแห่งความเจริญทั้งปวง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

สติมโต สทา ภทฺทํ
คนผู้มีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก