ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นตรี · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๑ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นตรี · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๗๓๙ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
สติมา สุขเมธติ
คนมีสติ ย่อมได้รับความสุข
(สํ. ส. ๑๕/๓๐๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า คนมีสติย่อมได้รับความสุข คำว่า “ได้รับความสุข” ในภาษาบาลีมีความหมายว่า ความสุขย่อมเจริญงอกงามขึ้น คือไม่ได้สุขเพียงชั่วครู่ แต่ความสุขนั้นเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่มีสติย่อมมีความสุขเพราะสติช่วยปิดกั้นความทุกข์ที่เกิดจากความประมาท และช่วยเปิดทางให้ความสุขที่ถูกต้องเข้ามาในชีวิต

ขยายความบทตั้งความทุกข์ของมนุษย์จำนวนมากเกิดจากการขาดสติ เช่น พูดโดยไม่คิดจนทะเลาะกับผู้อื่น ใช้จ่ายโดยไม่ยั้งคิดจนเป็นหนี้ ทำงานโดยไม่ระวังจนเกิดความเสียหาย หรือปล่อยใจให้คิดวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ทำให้เศร้าหมอง ผู้ที่มีสติย่อมรู้ทันความคิดและอารมณ์ของตน เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ เมื่อความกังวลเกิดขึ้นก็รู้ และไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นครอบงำ ใจจึงสงบ และความสงบนั้นเองคือความสุขที่แท้จริง นอกจากนี้ ผู้มีสติยังรู้จักอยู่กับปัจจุบัน ได้รับความสุขจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ไม่จมอยู่กับอดีตหรือกังวลถึงอนาคตจนเกินไป

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่มีสติย่อมรู้จักทบทวนตนเอง เห็นข้อบกพร่องแล้วแก้ไข จึงเป็นผู้ประเสริฐและดีขึ้นกว่าวันก่อนอยู่ทุกวัน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า สอนให้เห็นว่า สติเป็นธรรมสำคัญที่ช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างดีงามในแต่ละวัน เพราะช่วยเตือนให้ไม่เผลอไผล ไม่ลืมหน้าที่ และไม่ปล่อยให้อารมณ์นำไปสู่การทำผิด คำว่า “ผู้ประเสริฐ” ในที่นี้มุ่งถึงผู้มีความดีงามในการดำเนินชีวิต เมื่อฝึกสติร่วมกับการใช้ปัญญาและความเพียร ก็ย่อมช่วยให้รู้จักแก้ไขข้อบกพร่องและพัฒนาตนให้ดีขึ้นได้

อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ที่เผลอเรออาจทำผิดซ้ำ เพราะไม่ได้ทบทวนสิ่งที่ตนทำ ส่วนผู้ที่ฝึกสติจะหมั่นระลึกว่า วันนี้ตนได้คิด พูด และทำสิ่งใดไปบ้าง แล้วพิจารณาว่าสิ่งใดดีควรรักษาไว้ สิ่งใดไม่ดีควรละเว้นหรือแก้ไข การทบทวนตนเองเช่นนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาด และค่อย ๆ พัฒนาความประพฤติให้ดีงาม ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสติจะไม่ผิดพลาดเลย แต่เมื่อผิดพลาดแล้วก็พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับปรุงตน

อธิบายบทเชื่อม ๑ในมณิภัททสูตรซึ่งเป็นที่มาของพุทธภาษิตบทนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า สติเกื้อหนุนความเจริญและความสุข แต่เพียงมีสติยังไม่เพียงพอที่จะพ้นจากเวร พระองค์จึงตรัสต่อไปถึงการมีเมตตาและยินดีในความไม่เบียดเบียน คำสอนนี้เตือนให้เราฝึกสติควบคู่กับความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่ใช้คำพูดหรือการกระทำสร้างความเดือดร้อน และไม่ผูกใจคิดแก้แค้นเมื่อเกิดความขัดแย้ง

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง คนที่มีสติเมื่อรับประทานอาหารก็รู้จักประมาณ ไม่กินมากจนเจ็บป่วย จึงมีสุขภาพดี คนที่มีสติเมื่อได้ยินคำตำหนิ ก็พิจารณาด้วยใจเป็นกลางว่ามีส่วนใดควรปรับปรุง ไม่เก็บมาทุกข์ใจจนนอนไม่หลับ นักเรียนที่มีสติในการใช้เวลา รู้จักแบ่งเวลาเรียนและเวลาเล่น ย่อมเรียนได้ดีและมีความสุขกับชีวิตวัยเรียน

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสุขจึงไม่ต้องไปแสวงหาที่ไกล เพียงแต่ฝึกสติให้รู้ตัวอยู่เสมอ ความสุขก็จะเกิดขึ้นและเจริญงอกงามในใจเอง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

สติมา สุขเมธติ
คนมีสติ ย่อมได้รับความสุข

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก