ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นโท · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๒ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๓ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นโท · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๒๔๑ ตัวอักษร (ราว ๔ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณกตตฺโถ นาวพุชฺฌติ
อตฺถา ตสฺส ปลุชฺชนฺติเย โหนฺติ อภิปตฺถิตา
ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน แต่ไม่รู้สึก (คุณของเขา) ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมฉิบหาย
(ขุ. ชา. สตฺตก. ๒๗/๒๒๘)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้กล่าวถึงโทษของความอกตัญญู คือการไม่รู้คุณหรือไม่เห็นค่าของความดีที่ผู้อื่นเคยทำให้ตน

ขยายความบทตั้งผู้ที่ไม่รู้คุณผู้อื่นมักเห็นความช่วยเหลือที่ได้รับเป็นเรื่องธรรมดาหรือเป็นสิทธิ์ของตน เมื่อได้รับประโยชน์แล้วก็ลืม หรือบางครั้งกลับตอบแทนด้วยการกระทำที่ไม่ดี ผลคือผู้คนเสื่อมความเชื่อถือ ไม่อยากช่วยเหลืออีก เมื่อถึงคราวที่ตนต้องการความช่วยเหลือหรือปรารถนาสิ่งใด ก็ขาดผู้สนับสนุน ประโยชน์ที่หวังไว้จึงเสื่อมสูญไป

ขยายความบทตั้งพระพุทธศาสนายกย่องความกตัญญูว่าเป็นเครื่องหมายของคนดี บุคคลที่หาได้ยากในโลกประการหนึ่ง คือผู้ที่รู้คุณผู้อื่นและตอบแทนคุณ ความอกตัญญูจึงไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องเล็กน้อย แต่เป็นสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์และทำลายโอกาสในชีวิต ทั้งนี้ การรู้คุณไม่จำเป็นต้องตอบแทนด้วยสิ่งของมีค่าเสมอไป เพียงระลึกถึง แสดงความขอบคุณ และไม่ทำร้ายผู้ที่เคยช่วยเหลือ ก็เป็นพื้นฐานสำคัญแล้ว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่สำนึกในคุณของผู้ที่เคยทำความดีและทำประโยชน์ให้แก่ตนในกาลก่อน ย่อมเป็นคนกตัญญู และประโยชน์ที่ชอบธรรมซึ่งเขาปรารถนาย่อมเจริญงอกงามขึ้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก สตฺตกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนเรื่องความกตัญญู คือการรู้คุณ และนึกถึงคุณที่ผู้อื่นทำไว้แก่ตน คำว่า “ผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน” หมายถึงผู้มีอุปการคุณ (บุพการี) เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือผู้เคยช่วยเหลือเรา เมื่อผู้ใดสำนึกในคุณนั้นได้ ความปรารถนาที่ชอบธรรมของผู้นั้นย่อมเจริญงอกงาม

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้อยู่ในชาดก เป็นคำสอนที่แสดงผลของความกตัญญูในทางบวก ความหมายเชิงหลักธรรมคือ ผู้รู้คุณคนย่อมได้รับความไว้วางใจและความช่วยเหลือจากผู้อื่นต่อไป เพราะผู้คนย่อมเต็มใจเกื้อกูลผู้ที่ไม่ลืมบุญคุณ ในทางกลับกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์แล้วไม่รู้คุณ ย่อมเป็นที่ระแวงและไม่มีใครอยากช่วยเหลืออีก ประโยชน์ที่ตนหวังก็ย่อมเสื่อมไป

อธิบายบทเชื่อม ๑ในนวโกวาท ความกตัญญูกตเวทีจัดไว้คู่กับบุพการีในหมวด “บุคคลหาได้ยาก” ความกตัญญูคือการรู้คุณ ส่วนกตเวทีคือการตอบแทนคุณ การที่ผู้กตัญญูได้รับผลดี ไม่ได้หมายความว่าควรกตัญญูเพื่อหวังผลตอบแทน แต่เป็นธรรมดาที่ความดีย่อมส่งผลดี ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะเจริญย่อมหมายถึงความปรารถนาที่ชอบธรรมและประกอบด้วยเหตุที่ถูกต้อง มิใช่ว่าจะได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาโดยไม่ต้องทำเหตุ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลปล่อยให้ความเกียจคร้านมาในรูปของข้ออ้างต่าง ๆ แล้วเลื่อนงานออกไปเรื่อย ๆ ประโยชน์ทั้งหลายที่ควรได้ก็ย่อมล่วงเลยเขาไปทีละน้อย จนไม่อาจเรียกคืนมาได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ที่หาข้ออ้างเพื่อเลื่อนหรือละทิ้งงานอยู่เสมอ ย่อมพลาดประโยชน์ที่ควรได้ เพราะโอกาสและเวลาไม่รอใคร

อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในสิงคาลกสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สิงคาลกมาณพ โดยกล่าวถึงโทษของความเกียจคร้านไว้ว่า คนเกียจคร้านมักอ้างว่า หนาวนักบ้าง ร้อนนักบ้าง เย็นแล้วบ้าง เช้าเกินไปบ้าง หิวนักบ้าง อิ่มนักบ้าง แล้วไม่ทำงาน เมื่อเป็นเช่นนี้ ทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิด ทรัพย์ที่เกิดแล้วก็หมดไป ข้ออ้างเหล่านี้ฟังดูเหมือนมีเหตุผล แต่แท้จริงเป็นเครื่องปิดบังความเกียจคร้านในใจ

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้ออ้างของคนเกียจคร้านมีลักษณะสำคัญคือ ไม่มีวันหมด เพราะเมื่อพ้นจากความหนาว ก็จะพบความร้อน เมื่อพ้นจากความร้อน ก็จะถึงเวลาเย็น หากรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนจึงลงมือทำ ก็อาจไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างไรก็ตาม การพักผ่อนเมื่อเหนื่อยหรือเจ็บป่วยจริงเป็นสิ่งจำเป็น พุทธภาษิตบทนี้มุ่งเตือนเรื่องการใช้ข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงหน้าที่ มิใช่ห้ามการดูแลสุขภาพของตน

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ลูกที่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ แต่เมื่อเติบโตแล้วกลับละเลยไม่ดูแล ย่อมสูญเสียความอบอุ่นในครอบครัวและถูกสังคมติเตียน ลูกศิษย์ที่ครูช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จ แต่กลับพูดดูหมิ่นครู ย่อมเสียความน่าเชื่อถือ พนักงานที่องค์กรให้โอกาสพัฒนาตนแล้วแต่นำความลับขององค์กรไปเปิดเผย ย่อมไม่มีใครอยากไว้วางใจอีก

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความเจริญจึงควรระลึกถึงความดีที่ผู้อื่นเคยทำให้ตนอยู่เสมอ แสดงความขอบคุณ และไม่ตอบแทนความดีด้วยความไม่ดี สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณกตตฺโถ นาวพุชฺฌติ
อตฺถา ตสฺส ปลุชฺชนฺติเย โหนฺติ อภิปตฺถิตา
ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน แต่ไม่รู้สึก (คุณของเขา) ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมฉิบหาย

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก