ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นโท · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๒ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๓ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นโท · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๘๑๓ ตัวอักษร (ราว ๕ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
โย ปุพฺเพ กรณียานิปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติ
วรุณกฏฺฐํ ภญฺโชวส ปจฺฉา อนุตปฺปติ
ผู้ใด ปรารถนาทำกิจที่ควรทำก่อน ในภายหลัง ผู้นั้น ย่อมเดือดร้อน ในภายหลัง ดุจมาณพ (ผู้ประมาทแล้วรีบ) หักไม้กุ่ม ฉะนั้น
(ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๒๓)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนให้รู้จักจัดลำดับงานและลงมือทำในเวลาที่เหมาะสม ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเมื่อปล่อยงานสำคัญไว้จนกระชั้นชิด ก็อาจต้องรีบทำจนผิดพลาดและเกิดความเดือดร้อนตามมา

ขยายความบทตั้งในอรรถกถาวรุณชาดก มีเรื่องเล่าว่า มาณพหรือชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งไปหาฟืนในป่า มาณพคนหนึ่งเห็นต้นกุ่มแล้วเข้าใจว่าเป็นไม้แห้ง จึงคิดว่านอนพักก่อนแล้วค่อยหักฟืน เมื่อเพื่อนปลุกจึงรีบปีนขึ้นไปหักกิ่งไม้ จนกิ่งไม้ดีดถูกตาบาดเจ็บ เขานำฟืนสดกลับไปวางทับฟืนของเพื่อน เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ต้มข้าวหยิบฟืนสดนั้นไปใช้ แต่ก่อไฟไม่สำเร็จจนสาย ทำให้หมู่คณะไม่ได้เดินทางตามกำหนด เรื่องนี้แสดงว่า การผัดผ่อนแล้วเร่งทำในภายหลังอาจสร้างความเสียหายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

ขยายความบทตั้งงานแต่ละอย่างมีลำดับและเวลาที่เหมาะสม บางงานต้องทำให้เสร็จก่อนจึงจะเริ่มงานอื่นได้ การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยให้มีเวลาคิด ตรวจสอบ และแก้ไขข้อผิดพลาด แต่เมื่อปล่อยจนใกล้หมดเวลา ก็อาจทำได้เพียงให้เสร็จ โดยไม่มีโอกาสตรวจดูให้รอบคอบ ความเดือดร้อนบางอย่างจึงเกิดจากการผัดผ่อนและเตรียมตัวไม่ทัน ทั้งที่สามารถลดปัญหาได้ด้วยการเริ่มลงมือให้เร็วขึ้น

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่สำนึกในคุณของผู้ที่เคยทำความดีและทำประโยชน์ให้แก่ตนในกาลก่อน ย่อมเป็นคนกตัญญู และประโยชน์ที่ชอบธรรมซึ่งเขาปรารถนาย่อมเจริญงอกงามขึ้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก สตฺตกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนเรื่องความกตัญญู คือการรู้คุณ และนึกถึงคุณที่ผู้อื่นทำไว้แก่ตน คำว่า “ผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน” หมายถึงผู้มีอุปการคุณ (บุพการี) เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือผู้เคยช่วยเหลือเรา เมื่อผู้ใดสำนึกในคุณนั้นได้ ความปรารถนาที่ชอบธรรมของผู้นั้นย่อมเจริญงอกงาม

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้อยู่ในชาดก เป็นคำสอนที่แสดงผลของความกตัญญูในทางบวก ความหมายเชิงหลักธรรมคือ ผู้รู้คุณคนย่อมได้รับความไว้วางใจและความช่วยเหลือจากผู้อื่นต่อไป เพราะผู้คนย่อมเต็มใจเกื้อกูลผู้ที่ไม่ลืมบุญคุณ ในทางกลับกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์แล้วไม่รู้คุณ ย่อมเป็นที่ระแวงและไม่มีใครอยากช่วยเหลืออีก ประโยชน์ที่ตนหวังก็ย่อมเสื่อมไป

อธิบายบทเชื่อม ๑ในนวโกวาท ความกตัญญูกตเวทีจัดไว้คู่กับบุพการีในหมวด “บุคคลหาได้ยาก” ความกตัญญูคือการรู้คุณ ส่วนกตเวทีคือการตอบแทนคุณ การที่ผู้กตัญญูได้รับผลดี ไม่ได้หมายความว่าควรกตัญญูเพื่อหวังผลตอบแทน แต่เป็นธรรมดาที่ความดีย่อมส่งผลดี ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะเจริญย่อมหมายถึงความปรารถนาที่ชอบธรรมและประกอบด้วยเหตุที่ถูกต้อง มิใช่ว่าจะได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาโดยไม่ต้องทำเหตุ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลเห็นใจผู้อื่นว่ารักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับตน จึงแสวงหาความสุขโดยไม่ทำร้ายใคร ความสุขนั้นย่อมบริสุทธิ์ไร้เวร และเขาย่อมได้สุขแม้เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เรารู้จักแสวงหาความสุขด้วยความเมตตา เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด ผู้อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น เราไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเรา ก็ไม่ควรทำร้ายใครเพื่อให้ตนมีความสุข

อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้เป็นคู่กับบทที่กล่าวถึงโทษของการเบียดเบียน ในอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระพุทธองค์ทรงสอนเด็กที่ใช้ไม้ตีงูเพราะกลัวงูกัด ให้เห็นว่า ผู้ปรารถนาความสุขแก่ตนไม่ควรทำร้ายชีวิตอื่น ข้อนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การอยากมีความสุขไม่ใช่สิ่งผิด แต่เราต้องรู้จักเลือกทางที่จะได้ความสุขนั้นมา หากได้มาแล้วผู้อื่นต้องเจ็บปวด ต้องหวาดกลัว หรือต้องเดือดร้อน ก็ควรหยุดคิดว่า เรากำลังสร้างสุขหรือกำลังสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้แก่กัน

อธิบายบทเชื่อม ๒ความสุขจากการไม่เบียดเบียน เริ่มได้ที่ความสบายใจของเราเอง เมื่อไม่ฆ่า ไม่ทำร้าย ไม่คิดเอาความเจ็บปวดของใครมาเป็นความสนุก เราก็มีเหตุให้ระลึกถึงความประพฤติของตนด้วยใจที่ไม่เดือดร้อน แม้ไม่อาจทำให้ทุกคนรักเราได้ แต่เราก็เลือกได้ว่าจะไม่สร้างความบาดหมางด้วยการเบียดเบียนเขา ความเมตตาและความสุจริตยังช่วยให้การอยู่ร่วมกันมีความไว้วางใจ ส่วนผลในภายหน้านั้น พระคาถาตรัสไว้ว่า ผู้แสวงหาสุขโดยไม่เบียดเบียน เมื่อละโลกนี้ไปแล้วย่อมได้สุข

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่ปล่อยรายงานไว้จนถึงคืนก่อนส่ง อาจต้องอดนอนและไม่มีเวลาตรวจแก้ ผู้ที่เตรียมเอกสารสมัครเรียนในวันสุดท้าย หากพบว่าเอกสารไม่ครบก็อาจแก้ไขไม่ทัน ผู้ที่รู้ว่าหลังคารั่วแต่ยังไม่จัดการ เมื่อฝนตกก็อาจมีสิ่งของเสียหาย ส่วนผู้ที่วางแผนและทยอยทำงานล่วงหน้า ย่อมมีโอกาสทำงานอย่างรอบคอบและรับมือกับปัญหาที่คาดไม่ถึงได้ดีขึ้น

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกจัดลำดับงานว่า สิ่งใดสำคัญ สิ่งใดเร่งด่วน และสิ่งใดต้องทำก่อน แล้วแบ่งเวลาลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ หากงานใหญ่ก็ค่อย ๆ แบ่งทำเป็นส่วน ไม่รอจนต้องรีบทำทั้งหมดในคราวเดียว เมื่อพบอุปสรรคก็ควรรีบแก้ไขหรือขอคำแนะนำ การทำหน้าที่ให้เหมาะแก่เวลาช่วยลดความเดือดร้อนทั้งของตนเองและส่วนรวม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

โย ปุพฺเพ กรณียานิปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติ
วรุณกฏฺฐํ ภญฺโชวส ปจฺฉา อนุตปฺปติ
ผู้ใด ปรารถนาทำกิจที่ควรทำก่อน ในภายหลัง ผู้นั้น ย่อมเดือดร้อน ในภายหลัง ดุจมาณพ (ผู้ประมาทแล้วรีบ) หักไม้กุ่ม ฉะนั้น

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก