เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า เป็นข้อความที่ต้องอ่านประกอบกับเรื่องราวโดยรอบ เพราะคำว่า “ถ้า” ในที่นี้เป็นการตั้งเงื่อนไขเพื่อพิจารณาความเห็นเรื่องกรรมเก่า มิใช่การสรุปว่าความทุกข์ทุกอย่างคือการใช้หนี้กรรม
ขยายความบทตั้งในมหาโพธิชาดก พระโพธิสัตว์กล่าวข้อความนี้เพื่อโต้แย้งผู้ที่เชื่อว่า สุขทุกข์ทั้งหมดเกิดจากกรรมที่ทำไว้ในอดีต โดยชี้ให้เห็นว่า หากถือว่าผู้ถูกทำร้ายกำลังใช้หนี้กรรมเก่าเพียงอย่างเดียว ก็จะเกิดคำถามว่า ผู้ทำร้ายในปัจจุบันไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนหรือ การกล่าวเช่นนี้จึงมุ่งให้เห็นข้อบกพร่องของการอ้างกรรมเก่าจนมองข้ามการกระทำในปัจจุบัน
ขยายความบทตั้งข้อคิดสำคัญคือ เราไม่ควรด่วนสรุปว่าความทุกข์ของตนเองหรือผู้อื่นเกิดจากกรรมเก่าทั้งหมด และไม่ควรใช้เรื่องกรรมเป็นข้ออ้างในการเบียดเบียนหรือเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของใคร การกระทำในปัจจุบันยังมีความสำคัญ ผู้ที่ทำผิดย่อมต้องรับผิดชอบและแก้ไข ส่วนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนก็ควรได้รับความช่วยเหลือด้วยเมตตา
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนพาลผู้มีปัญญาทรามมักไม่รู้สึกตัวในขณะทำกรรมชั่ว เพราะมองไม่เห็นโทษของมัน แต่เมื่อผลกรรมปรากฏ เขาย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนเอง ประดุจถูกไฟไหม้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนพาลทำความชั่วโดยไม่รู้ชัดถึงผลร้ายที่จะตามมา แต่เมื่อกรรมชั่วให้ผล ตนเองก็ต้องได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งที่ทำไว้ คำว่า “คนพาล” ในที่นี้มุ่งถึงผู้ขาดปัญญาพิจารณาบาปบุญคุณโทษ มิได้หมายถึงผู้มีการศึกษาน้อย
อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “ไม่รู้สึก” ในบทนี้ อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงไม่รู้ว่ากรรมที่ตนทำจะให้ผลอย่างไร มิใช่ไม่รู้ว่ากำลังทำความชั่ว เช่น บางคนรู้ว่าการโกงหรือทำร้ายผู้อื่นเป็นสิ่งผิด แต่ยังทำเพราะอยากได้ประโยชน์หรืออยากแก้แค้น โดยไม่ได้ตระหนักถึงผลร้ายที่จะตามมา ส่วนคำว่า “เหมือนถูกไฟไหม้” แสดงถึงความทุกข์ร้อนจากผลของกรรมชั่ว ซึ่งอรรถกถากล่าวถึงความทุกข์ในนรกด้วย จึงมีความหมายกว้างกว่าความเสียใจเมื่อรู้ว่าตนทำผิด
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อคิดสำคัญคือ เราไม่ควรมองเพียงความพอใจหรือผลประโยชน์ที่ได้รับในขณะนั้น แต่ควรใช้สติและปัญญาพิจารณาก่อนทำว่า สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่ จะเบียดเบียนใคร และอาจเกิดผลเสียอย่างไร แม้กำลังโกรธหรืออยากได้สิ่งใดมาก ก็ควรหยุดคิด ไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไปทำผิด การยังไม่เห็นผลร้ายในทันทีไม่ได้ทำให้ความชั่วกลายเป็นสิ่งที่ควรทำ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลรู้คุณและระลึกถึงอุปการะของพ่อแม่ ครูอาจารย์ และผู้มีพระคุณอยู่เสมอ ย่อมเป็นที่รักใคร่และได้รับความเกื้อหนุน ต่างจากคนอกตัญญูซึ่งย่อมไม่มีใครอยากช่วยเหลือ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก สตฺตกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนเรื่องความกตัญญู คือการรู้คุณ และนึกถึงคุณที่ผู้อื่นทำไว้แก่ตน คำว่า “ผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน” หมายถึงผู้มีอุปการคุณ (บุพการี) เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือผู้เคยช่วยเหลือเรา เมื่อผู้ใดสำนึกในคุณนั้นได้ ความปรารถนาที่ชอบธรรมของผู้นั้นย่อมเจริญงอกงาม
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้อยู่ในชาดก เป็นคำสอนที่แสดงผลของความกตัญญูในทางบวก ความหมายเชิงหลักธรรมคือ ผู้รู้คุณคนย่อมได้รับความไว้วางใจและความช่วยเหลือจากผู้อื่นต่อไป เพราะผู้คนย่อมเต็มใจเกื้อกูลผู้ที่ไม่ลืมบุญคุณ ในทางกลับกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์แล้วไม่รู้คุณ ย่อมเป็นที่ระแวงและไม่มีใครอยากช่วยเหลืออีก ประโยชน์ที่ตนหวังก็ย่อมเสื่อมไป
อธิบายบทเชื่อม ๒ในนวโกวาท ความกตัญญูกตเวทีจัดไว้คู่กับบุพการีในหมวด “บุคคลหาได้ยาก” ความกตัญญูคือการรู้คุณ ส่วนกตเวทีคือการตอบแทนคุณ การที่ผู้กตัญญูได้รับผลดี ไม่ได้หมายความว่าควรกตัญญูเพื่อหวังผลตอบแทน แต่เป็นธรรมดาที่ความดีย่อมส่งผลดี ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะเจริญย่อมหมายถึงความปรารถนาที่ชอบธรรมและประกอบด้วยเหตุที่ถูกต้อง มิใช่ว่าจะได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาโดยไม่ต้องทำเหตุ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน เมื่อพบความผิดหวังหรือความสูญเสีย เราอาจฝึกยอมรับความจริงเพื่อให้ตั้งสติได้ แล้วพิจารณาว่าสิ่งใดยังแก้ไขได้ ผู้ที่เจ็บป่วยควรรับการรักษา ผู้ที่ทำงานผิดพลาดควรหาสาเหตุและปรับปรุง ผู้ที่ถูกเบียดเบียนควรป้องกันตนเองและขอความช่วยเหลือ การอดทนจึงควรดำเนินควบคู่กับการแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้ความเดือดร้อนดำเนินต่อไปเพราะคิดว่าต้องใช้กรรม
สรุปสรุปความว่า การศึกษาคาถานี้พร้อมบริบทช่วยเตือนให้เราเข้าใจเรื่องกรรมอย่างรอบคอบ ไม่ยกทุกอย่างให้เป็นเรื่องของอดีตจนละเลยหน้าที่ในปัจจุบัน เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น สิ่งที่ควรทำคือ ตั้งสติ ไม่ตอบโต้ด้วยความชั่ว แก้ไขเหตุที่แก้ได้ และช่วยเหลือกันด้วยความเมตตา เพราะการเลือกคิด พูด และทำในวันนี้ เป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจและรับผิดชอบ ทั้งหมดนี้คือแนวทางในการทำความเข้าใจพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “ถ้าประสบสุขทุกข์ เพราะบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น” สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ