ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นโท · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๒ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๓ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นโท · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๑๕๖ ตัวอักษร (ราว ๔ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ปญฺญวา พุทฺธิสมฺปนฺโนวิธานวิธิโกวิโท
กาลญฺญู สมยญฺญู จส ราชวสตึ วเส
ผู้มีปัญญา ถึงพร้อมด้วยความรู้ ฉลาดในวิธีจัดการงาน รู้กาลและรู้สมัย เขาพึงอยู่ในราชการได้
(ขุ. ชา. มหา. ๒๘/๓๓๙)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะรับราชการหรือทำงานรับใช้ส่วนรวมได้ดี คือต้องมีทั้งปัญญา ความรู้ ความชำนาญในการจัดการงาน และความรู้จักกาลเทศะ

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในวิธุรชาดก ในตอนที่แสดงข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่อยู่ในราชการ คุณสมบัติที่กล่าวถึงมีหลายประการ ประการแรก มีปัญญา คือรู้จักคิดพิจารณาเหตุผล ประการที่สอง ถึงพร้อมด้วยความรู้ คือมีความรู้ในงานที่ตนรับผิดชอบ ประการที่สาม ฉลาดในวิธีจัดการงาน คือรู้ว่างานใดควรทำอย่างไร ควรทำก่อนหลังอย่างไร ประการที่สี่ รู้กาลและรู้สมัย คือรู้ว่าเวลาใดควรพูด ควรทำ หรือควรรอ

ขยายความบทตั้งความรู้จักกาลและสมัยเป็นคุณสมบัติที่มักถูกมองข้าม แต่มีความสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ถูกต้อง หากทำหรือพูดผิดเวลา ก็อาจไม่ได้ผล หรือกลับก่อให้เกิดปัญหา ผู้ที่มีความรู้มากแต่ไม่รู้กาลเทศะ อาจทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ยาก ส่วนผู้ที่รู้จักเลือกเวลาและวิธีการที่เหมาะสม ย่อมทำงานได้ราบรื่นและได้รับความไว้วางใจ แม้สุภาษิตจะกล่าวถึงราชการ แต่หลักนี้ใช้ได้กับการทำงานในองค์กรทุกประเภท

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ความยาวนานของอายุ ผู้มีปัญญาและเพ่งพินิจธรรม แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่าผู้มีปัญญาทรามที่อยู่ได้ตั้งร้อยปี สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้วัดที่ความยาวนานของอายุ แต่วัดที่คุณภาพของชีวิต คือการมีปัญญาและมีจิตใจที่ตั้งมั่น

อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “มีใจไม่มั่นคง” หมายถึงจิตที่ฟุ้งซ่าน หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ไม่มีสมาธิ ส่วนคำว่า “เพ่งพินิจ” หมายถึงการใช้จิตที่สงบตั้งมั่นพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริง ผู้ที่มีชีวิตอยู่ร้อยปีโดยไม่มีปัญญาและจิตใจฟุ้งซ่าน อาจใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับความหลงและความทุกข์โดยไม่เข้าใจชีวิต ส่วนผู้มีปัญญาที่ได้เห็นความจริงของชีวิต แม้เพียงวันเดียว ก็ได้สิ่งที่มีค่ามากกว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อความนี้เป็นการเปรียบเทียบเพื่อเน้นคุณค่าของปัญญาและสมาธิ มิได้หมายความว่าชีวิตที่ยาวนานไม่มีค่า หรือส่งเสริมให้ปรารถนาชีวิตที่สั้น ตรงกันข้าม ผู้ที่เข้าใจพุทธภาษิตบทนี้ย่อมเห็นว่าทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นโอกาสอันมีค่าในการพัฒนาปัญญาและฝึกจิต จึงไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อความรู้ความสามารถไม่มีคุณธรรมกำกับ ผู้มีความรู้นั้นย่อมนำไปใช้ในทางที่ผิด ความรู้จึงกลายเป็นโทษมากกว่าคุณ และบั่นทอนความดีที่เหลืออยู่ในใจของเขาเอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เตือนว่า ความรู้หรือความสามารถที่เกิดขึ้นแก่คนพาล คือคนที่ไม่มีคุณธรรมและขาดปัญญาในการใช้ ย่อมกลายเป็นโทษมากกว่าคุณ

อธิบายบทเชื่อม ๒คำว่า “ส่วนที่ขาว” หมายถึงความดี คุณธรรม และสิ่งที่ดีงามที่ยังมีอยู่ในตัวคนผู้นั้น ส่วน “ทำสมองให้เขว” หมายถึงทำให้ความคิดวิปริต หลงผิด เพราะคนพาลเมื่อมีความรู้หรือความสามารถพิเศษ มักใช้ไปในทางที่ผิด เช่น ใช้ทำร้ายผู้อื่นหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เมื่อทำบ่อยเข้า ความดีที่เคยมีก็ค่อย ๆ หมดไป และความชั่วก็นำความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง

อธิบายบทเชื่อม ๒ในพระธรรมบท พุทธภาษิตบทนี้เกี่ยวกับเรื่องของผู้ที่ฝึกฝนวิชาจนชำนาญ แต่นำวิชานั้นไปใช้ทำร้ายผู้อื่น จึงได้รับผลร้ายตามมา เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ความรู้เป็นเพียงเครื่องมือ จะให้คุณหรือโทษขึ้นอยู่กับผู้ใช้ พุทธภาษิตบทนี้จึงไม่ได้สอนว่าความรู้เป็นสิ่งไม่ดี แต่สอนว่าการให้การศึกษาต้องไปพร้อมกับการอบรมคุณธรรม และผู้ที่ได้ความรู้มาต้องระวังใช้ในทางที่ถูกต้อง

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ข้าราชการที่รู้งานในหน้าที่ รู้วิธีจัดลำดับงาน และรู้ว่าเมื่อใดควรเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา ย่อมทำงานได้ผลและเป็นที่ไว้วางใจ พนักงานบริษัทที่มีความรู้แต่รู้จักรับฟังและเลือกเวลาเสนอแนวคิดใหม่อย่างเหมาะสม ย่อมได้รับการยอมรับ นักเรียนที่เป็นกรรมการสภานักเรียน หากรู้จักวางแผนงานและเลือกเวลาในการจัดกิจกรรม ก็จะได้รับความร่วมมือจากเพื่อนและครู

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการทำงานรับใช้ส่วนรวมให้ได้ผลดีจึงควรพัฒนาทั้งปัญญา ความรู้ ทักษะการจัดการ และความรู้จักกาลเทศะไปพร้อมกัน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ปญฺญวา พุทฺธิสมฺปนฺโนวิธานวิธิโกวิโท
กาลญฺญู สมยญฺญู จส ราชวสตึ วเส
ผู้มีปัญญา ถึงพร้อมด้วยความรู้ ฉลาดในวิธีจัดการงาน รู้กาลและรู้สมัย เขาพึงอยู่ในราชการได้

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก