ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นโท · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๒ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๓ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นโท · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๑๕๕ ตัวอักษร (ราว ๔ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ยาวเทว อนตฺถายญตฺตํ พาลสฺส ชายติ
หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํมุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ
ความรู้เกิดแก่คนพาล ก็เพียงเพื่อความฉิบหาย มันทำสมองของเขาให้เขว, ย่อมฆ่าส่วนที่ขาวของคนพาลเสีย
(ขุ. ธ. ๒๕/๒๔)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เตือนว่า ความรู้หรือความสามารถที่เกิดขึ้นแก่คนพาล คือคนที่ไม่มีคุณธรรมและขาดปัญญาในการใช้ ย่อมกลายเป็นโทษมากกว่าคุณ

ขยายความบทตั้งคำว่า “ส่วนที่ขาว” หมายถึงความดี คุณธรรม และสิ่งที่ดีงามที่ยังมีอยู่ในตัวคนผู้นั้น ส่วน “ทำสมองให้เขว” หมายถึงทำให้ความคิดวิปริต หลงผิด เพราะคนพาลเมื่อมีความรู้หรือความสามารถพิเศษ มักใช้ไปในทางที่ผิด เช่น ใช้ทำร้ายผู้อื่นหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เมื่อทำบ่อยเข้า ความดีที่เคยมีก็ค่อย ๆ หมดไป และความชั่วก็นำความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง

ขยายความบทตั้งในพระธรรมบท สุภาษิตนี้เกี่ยวกับเรื่องของผู้ที่ฝึกฝนวิชาจนชำนาญ แต่นำวิชานั้นไปใช้ทำร้ายผู้อื่น จึงได้รับผลร้ายตามมา เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ความรู้เป็นเพียงเครื่องมือ จะให้คุณหรือโทษขึ้นอยู่กับผู้ใช้ สุภาษิตนี้จึงไม่ได้สอนว่าความรู้เป็นสิ่งไม่ดี แต่สอนว่าการให้การศึกษาต้องไปพร้อมกับการอบรมคุณธรรม และผู้ที่ได้ความรู้มาต้องระวังใช้ในทางที่ถูกต้อง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนมีปัญญาทรามเมื่อได้ยศ ได้ตำแหน่ง อำนาจ และบริวารแล้ว มักใช้สิ่งเหล่านั้นไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ จนกลายเป็นเครื่องเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ยศ” ในที่นี้หมายถึงตำแหน่ง อำนาจ ชื่อเสียง และบริวาร พุทธภาษิตบทนี้เตือนว่า ยศที่ตกอยู่ในมือของผู้ไม่มีปัญญา ย่อมกลายเป็นเครื่องทำลายทั้งตนเองและผู้อื่น

อธิบายบทเชื่อม ๑ยศและอำนาจเปรียบเหมือนเครื่องมือที่มีพลังมาก ในมือของผู้มีปัญญา ย่อมใช้สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่ในมือของผู้มีปัญญาทราม ย่อมใช้เพื่อสนองความอยากของตน เช่น ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น หาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือหลงตัวจนไม่ฟังคำทักท้วง การกระทำเช่นนี้ทำร้ายผู้อื่นโดยตรง และในที่สุดก็ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง เพราะนำไปสู่การสูญเสียความเคารพ การถูกลงโทษ และการสูญเสียยศนั้นเอง

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เห็นว่า การได้ยศไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องอาศัยปัญญาและคุณธรรมในการรักษา ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญควรเตรียมตนให้พร้อม และผู้ที่มีหน้าที่คัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง ก็ควรพิจารณาปัญญาและความประพฤติ มากกว่าเพียงความสามารถหรือความใกล้ชิด

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลมีทั้งความรู้ ความชำนาญในการงาน และความรู้จักกาลเทศะประกอบกัน ย่อมสามารถทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองได้อย่างเหมาะสม และอยู่ในราชการได้ด้วยดี สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก มหานิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะรับราชการหรือทำงานรับใช้ส่วนรวมได้ดี คือต้องมีทั้งปัญญา ความรู้ ความชำนาญในการจัดการงาน และความรู้จักกาลเทศะ

อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในวิธุรชาดก ในตอนที่แสดงข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่อยู่ในราชการ คุณสมบัติที่กล่าวถึงมีหลายประการ ประการแรก มีปัญญา คือรู้จักคิดพิจารณาเหตุผล ประการที่สอง ถึงพร้อมด้วยความรู้ คือมีความรู้ในงานที่ตนรับผิดชอบ ประการที่สาม ฉลาดในวิธีจัดการงาน คือรู้ว่างานใดควรทำอย่างไร ควรทำก่อนหลังอย่างไร ประการที่สี่ รู้กาลและรู้สมัย คือรู้ว่าเวลาใดควรพูด ควรทำ หรือควรรอ

อธิบายบทเชื่อม ๒ความรู้จักกาลและสมัยเป็นคุณสมบัติที่มักถูกมองข้าม แต่มีความสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ถูกต้อง หากทำหรือพูดผิดเวลา ก็อาจไม่ได้ผล หรือกลับก่อให้เกิดปัญหา ผู้ที่มีความรู้มากแต่ไม่รู้กาลเทศะ อาจทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ยาก ส่วนผู้ที่รู้จักเลือกเวลาและวิธีการที่เหมาะสม ย่อมทำงานได้ราบรื่นและได้รับความไว้วางใจ แม้สุภาษิตจะกล่าวถึงราชการ แต่หลักนี้ใช้ได้กับการทำงานในองค์กรทุกประเภท

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์แต่ใช้ความรู้นั้นเจาะระบบขโมยข้อมูลผู้อื่น ย่อมสร้างความเสียหายและต้องรับโทษ ผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายแต่ใช้หาช่องโกงผู้อื่น ย่อมเสียทั้งชื่อเสียงและอาชีพ นักเรียนที่เรียนเก่งแต่ใช้ความเก่งดูถูกเพื่อน ย่อมไม่มีใครอยากคบหา ส่วนผู้ที่ใช้ความรู้ช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมได้รับความเคารพและความสุข

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ได้รับความรู้หรือความสามารถใด ๆ จึงควรพัฒนาคุณธรรมควบคู่ไปด้วย และใช้ความรู้นั้นเพื่อประโยชน์ มิใช่เพื่อทำร้ายผู้อื่น สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ยาวเทว อนตฺถายญตฺตํ พาลสฺส ชายติ
หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํมุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ
ความรู้เกิดแก่คนพาล ก็เพียงเพื่อความฉิบหาย มันทำสมองของเขาให้เขว, ย่อมฆ่าส่วนที่ขาวของคนพาลเสีย

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก