ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นโท · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๒ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๓ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นโท · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๕,๕๘๕ ตัวอักษร (ราว ๖ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
เย น กาหนฺติ โอวาทํนรา พุทฺเธน เทสิตํ
พฺยสนํ เต คมิสฺสนฺติรกฺขสีหิว วาณิชา
ผู้ใดจักไม่ทำตามโอวาทที่ผู้รู้แสดงแล้ว ผู้นั้นจักถึงความย่อยยับ เหมือนพ่อค้าถึงความย่อยยับ เพราะพวกโจรสลัดฉะนั้น
(ขุ. ชา. ทุก. ๒๗/๗๑)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เตือนว่า ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามโอวาทหรือคำสั่งสอนที่ผู้รู้แสดงไว้ ย่อมประสบความพินาศ คำว่า “ผู้รู้” ในที่นี้แปลจากคำบาลีว่า “พุทฺธ” ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรม และขยายความได้ถึงบัณฑิตผู้รู้แจ้งด้วย ส่วน “ความย่อยยับ” (พฺยสน) หมายถึงความพินาศ ความฉิบหาย ทั้งในทางทรัพย์ ชีวิต และคุณธรรม

ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในวลาหัสสชาดก หมวดทุกนิบาต คำบาลีว่า “รกฺขสี” โดยศัพท์หมายถึงนางรากษส คือนางยักษ์ผู้ดุร้าย หนังสือพุทธศาสนสุภาษิตแปลโดยใจความว่า “โจรสลัด” คือผู้ร้ายที่ดักทำร้ายพ่อค้าผู้เดินทางทางทะเล ในชาดกเล่าว่า พ่อค้าจำนวนมากเรือแตกไปขึ้นเกาะแห่งหนึ่ง ถูกนางยักษ์แปลงกายเป็นหญิงงามมาต้อนรับและชักชวนให้อยู่ด้วย พระโพธิสัตว์ซึ่งเกิดเป็นม้าวลาหกเหาะมาช่วย ร้องประกาศให้ผู้ที่ต้องการกลับบ้านขึ้นหลังตน พ่อค้าที่เชื่อคำเตือนได้กลับถึงบ้านโดยปลอดภัย ส่วนผู้ที่หลงติดอยู่กับความสุขที่นางยักษ์หยิบยื่นให้ ไม่ยอมไป ภายหลังก็ถูกนางยักษ์จับกินจนสิ้นชีวิต อุปมานี้ให้ข้อคิดว่า ผู้ที่ได้รับคำเตือนแล้วแต่ไม่ฟัง เพราะหลงในสิ่งที่ล่อตาล่อใจ ย่อมตกไปสู่อันตรายที่ตนเองไม่ทันระวัง

ขยายความบทตั้งข้อควรพิจารณาคือ การทำตามโอวาทในทางพระพุทธศาสนา มิใช่การเชื่อตามโดยไม่ใช้ปัญญา พระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาด้วยตนเองว่าสิ่งใดเป็นกุศล สิ่งใดเป็นอกุศล แต่เมื่อเห็นแล้วว่าคำสอนนั้นถูกต้องและเกื้อกูล ก็ควรนำไปปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงรู้แล้ววางไว้ นางยักษ์ในชาดกเปรียบได้กับกามคุณและสิ่งยั่วยวนที่ดูน่ายินดีในเบื้องต้น แต่นำความพินาศมาในภายหลัง ความย่อยยับในระดับโลกิยะคือความเสียหายในชีวิตนี้ ส่วนในระดับที่ลึกกว่าคือ การพลาดโอกาสพ้นทุกข์ และการวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ เพราะไม่ดำเนินตามทางที่พระศาสดาทรงชี้ไว้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑กรรมชั่วย่อมให้ผลแก่ผู้ทำทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เหมือนโจรที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน คนทำชั่วเมื่อละโลกไปแล้วก็ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนเช่นกัน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบผลของกรรมชั่วที่เห็นได้ในโลกนี้ กับผลของกรรมชั่วที่ติดตามไปในโลกหน้า คำบาลีว่า “สนฺธิมุเข” หมายถึงที่ปากช่องซึ่งโจรตัดหรือเจาะเข้าไปในเรือน โจรที่ถูกจับได้ในที่นั้นย่อมปฏิเสธไม่ได้และต้องรับโทษ “ผู้มีความชั่ว” หมายถึงผู้ประพฤติบาปเป็นปกติ “ประชา” หมายถึงหมู่สัตว์ ส่วน “ละไปแล้ว” หมายถึงหลังจากสิ้นชีวิต

อธิบายบทเชื่อม ๑อุปมาในบทนี้ชัดเจนและเข้าใจง่าย โจรมิได้ถูกลงโทษเพราะผู้อื่นเกลียดชังเป็นส่วนตัว แต่เพราะการกระทำของตนเองเป็นหลักฐานมัดตัว ฉันใด สัตว์ผู้ทำบาปก็ต้องรับผลเพราะกรรมของตนเองฉันนั้น คำว่า “เพราะกรรมของตน” ในบาทแรกและบาทหลังซ้ำกันโดยจงใจ เพื่อย้ำว่าต้นเหตุแห่งความเดือดร้อนอยู่ที่ตัวผู้กระทำ มิใช่เพราะมีผู้ใดมาลงโทษตามอำเภอใจ

อธิบายบทเชื่อม ๑หลักนี้ตรงกับกัมมัสสกตา คือความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน ผู้ศึกษาชั้นโทพึงเข้าใจเพิ่มเติมว่า กรรมให้ผลตามเหตุปัจจัย บางอย่างให้ผลในชาตินี้ บางอย่างให้ผลในชาติหน้า บางอย่างให้ผลในภายหลัง ดังที่แสดงไว้ในหมวดกรรม ๑๒ จึงไม่ควรตีความว่าผู้ทำชั่วทุกคนต้องถูกจับได้ทันที หรือผู้ที่ประสบทุกข์ทุกคนเป็นเพราะทำชั่วในขณะนี้ บางคนอาจหลบเลี่ยงกฎหมายในโลกนี้ได้ แต่ไม่อาจหลบเลี่ยงกรรมของตน ข้อนี้ไม่ได้มุ่งให้กลัวอย่างงมงาย แต่ให้เห็นว่าการเว้นชั่วเป็นการคุ้มครองตนเองที่แท้จริง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลรับน้ำใจจากผู้ให้กู้แล้วกลับหนีหนี้หรือปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นหนี้ ความไม่ซื่อตรงนั้นย่อมทำให้เขาเป็นคนเลวในสายตาของคนดีทั้งหลาย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงลักษณะของคนเลวประการหนึ่ง คือผู้ที่กู้ยืมทรัพย์ของผู้อื่นมาใช้จ่ายเพื่อตน ครั้นถึงเวลาต้องชำระกลับหลบหน้าหนีไป หรือบิดพลิ้วปฏิเสธว่าไม่เคยเป็นหนี้ คำว่า “คนเลว” ในที่นี้แปลจากคำบาลีว่า “วสล” ซึ่งหมายถึงคนต่ำทราม มิได้วัดกันที่ชาติกำเนิดหรือฐานะ แต่วัดกันที่ความประพฤติ ผู้ใดทำกรรมเช่นนี้ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะการกระทำของตน

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในวสลสูตร สุตตนิบาต เรื่องมีว่า พราหมณ์ผู้บูชาไฟชื่ออัคคิกภารทวาชะ เห็นพระพุทธองค์เสด็จบิณฑบาตมาใกล้ที่บูชาไฟของตน จึงร้องห้ามและเรียกพระองค์ว่า “คนถ่อย” พระพุทธองค์มิได้ทรงโต้ตอบด้วยความโกรธ แต่ตรัสถามว่าพราหมณ์รู้หรือไม่ว่าคนถ่อยคือใคร และธรรมที่ทำให้เป็นคนถ่อยคืออะไร แล้วทรงแสดงลักษณะของคนเลวไว้หลายประการ การกู้หนี้แล้วหนีหรือปฏิเสธหนี้เป็นข้อหนึ่งในนั้น พระสูตรนี้จึงสรุปว่า บุคคลจะเป็นคนเลวหรือคนประเสริฐก็เพราะกรรม มิใช่เพราะชาติกำเนิด

อธิบายบทเชื่อม ๒การกู้ยืมโดยสุจริตมิใช่ความผิด คนจำนวนมากจำเป็นต้องกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่ตัวบทตำหนิคือเจตนาบิดพลิ้ว หลบหนี และปฏิเสธความจริง ผู้ปฏิเสธหนี้ย่อมประพฤติทุจริตทั้งทางวาจาด้วยการพูดเท็จ และทางกายด้วยการยึดทรัพย์ผู้อื่นไว้ ส่วนผู้ที่ยังชำระไม่ได้เพราะเหตุสุดวิสัย แต่ยอมรับหนี้และพยายามชดใช้ตามกำลัง ย่อมไม่เข้าข่ายตามบทนี้

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ครูเตือนให้ทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอแต่ไม่ฟัง ปล่อยเวลาไปกับการเล่น เมื่อถึงคราวสอบก็ทำไม่ได้และต้องเสียใจ ผู้ที่พ่อแม่เตือนไม่ให้คบคนที่ชักชวนไปในทางเสื่อม แต่ยังดื้อดึงไปตาม ก็อาจได้รับความเดือดร้อน คนทำงานที่ได้รับคำแนะนำเรื่องความปลอดภัยหรือการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง แต่ละเลยไม่ปฏิบัติ ก็อาจเกิดอุบัติเหตุหรือหนี้สินจนแก้ไขได้ยาก

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรเปิดใจรับฟังโอวาทของพระพุทธเจ้าและของผู้รู้ที่หวังดี พิจารณาด้วยปัญญาแล้วน้อมนำมาปฏิบัติ ไม่ประมาทเพราะเห็นแก่ความสนุกหรือความสะดวกเฉพาะหน้า การเชื่อฟังคำสอนที่ถูกต้องย่อมเป็นเกราะป้องกันภัยทั้งในปัจจุบันและภายหน้า สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

เย น กาหนฺติ โอวาทํนรา พุทฺเธน เทสิตํ
พฺยสนํ เต คมิสฺสนฺติรกฺขสีหิว วาณิชา
ผู้ใดจักไม่ทำตามโอวาทที่ผู้รู้แสดงแล้ว ผู้นั้นจักถึงความย่อยยับ เหมือนพ่อค้าถึงความย่อยยับ เพราะพวกโจรสลัดฉะนั้น

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก