ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นโท · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๒ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๓ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นโท · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๕,๐๒๕ ตัวอักษร (ราว ๕ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
เย นํ ททนฺติ สทฺธายวิปฺปสนฺเนน เจตสา
ตเมว อนฺนํ ภชติอสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ
คนใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวด้วยศรัทธา คนนั้นย่อมได้ข้าว ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้าเหมือนกัน
(สํ. ส. ๑๕/๘๒)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ข้าว” ในที่นี้หมายถึงอาหารซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต ส่วน “ใจผ่องใส” หมายถึงจิตที่เลื่อมใส ไม่ขุ่นมัวด้วยความตระหนี่หรือความเสียดาย สุภาษิตนี้แสดงผลของทานว่า ผู้ให้อาหารด้วยศรัทธาและจิตเลื่อมใส ย่อมได้รับผลคืออาหารทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาถามตอบกับเทวดา โดยมีคาถาก่อนหน้าว่า ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็ยินดีต่ออาหาร จะมีใครเล่าที่ไม่ยินดีต่ออาหาร คาถานี้จึงตอบว่า ผู้ที่ให้อาหารด้วยศรัทธาและใจผ่องใส อาหารนั้นเองย่อมติดตามผู้นั้นไปทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เป็นการชี้ว่า สิ่งที่ทุกคนต้องการ ผู้ที่ให้สิ่งนั้นแก่ผู้อื่นย่อมได้รับผลเป็นสิ่งนั้นกลับมา

ขยายความบทตั้งทานที่มีผลมากต้องอาศัยเจตนาทั้ง ๓ กาล คือ ก่อนให้มีใจยินดี ขณะให้มีใจผ่องใส ให้แล้วมีใจเบิกบาน ไม่เสียดายภายหลัง บทนี้เน้นเจตนาขณะให้ด้วยคำว่า “ด้วยศรัทธา” และ “มีใจผ่องใส” จึงไม่ควรตีความเพียงว่าให้แล้วจะได้สิ่งของตอบแทนเหมือนการแลกเปลี่ยน แต่เป็นการแสดงว่า กุศลเจตนาในการให้ย่อมเป็นเหตุแห่งความไม่ขาดแคลน ในระดับโลกิยะ การให้ทานเป็นบุญกิริยาวัตถุข้อแรก ช่วยลดความตระหนี่ ซึ่งเป็นกิเลสที่ทำให้ใจคับแคบ และเป็นพื้นฐานให้ก้าวสู่ศีลและภาวนาต่อไป

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีศรัทธาแท้ย่อมแสดงออกให้เห็นได้ คือใคร่เห็นผู้มีศีล ปรารถนาฟังพระสัทธรรม และกำจัดความตระหนี่ออกจากใจได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ติกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงเครื่องหมายของผู้มีศรัทธาไว้ ๓ ประการ คือ ใคร่เห็นผู้มีศีล ปรารถนาฟังพระสัทธรรม และกำจัดมลทินคือความตระหนี่ได้ คำว่า “ศรัทธา” ในที่นี้หมายถึงความเชื่อความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยที่ประกอบด้วยเหตุผล ส่วน “มลทินคือความตระหนี่” (มัจเฉรมละ) หมายถึงความหวงแหนไม่อยากแบ่งปัน ซึ่งเป็นเหมือนคราบสกปรกที่ทำให้ใจเศร้าหมอง พุทธภาษิตบทนี้ชี้ว่า ศรัทธาที่แท้ย่อมปรากฏออกมาเป็นการกระทำ

อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้มาในหมวดสามแห่งอังคุตตรนิกาย ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสพึงทราบได้ด้วยฐานะ ๓ ประการ คือ เป็นผู้ใคร่เห็นผู้มีศีล ใคร่ฟังพระสัทธรรม และมีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ ยินดีในการสละ ความสำคัญของพระสูตรนี้อยู่ที่การให้หลักสังเกตศรัทธาจากความประพฤติ มิใช่จากคำกล่าวอ้างว่าตนเลื่อมใส

อธิบายบทเชื่อม ๑ทั้งสามประการนี้เกื้อหนุนกัน การใคร่เห็นผู้มีศีลทำให้ได้คบหากัลยาณมิตร การได้ฟังพระสัทธรรมทำให้เกิดปัญญา และการละความตระหนี่ทำให้ใจกว้างขวาง พร้อมจะเสียสละ ข้อควรระวังคือ การใคร่เห็นผู้มีศีลมิได้หมายถึงการแสวงหาผู้มีชื่อเสียงหรือมุ่งหวังลาภ แต่หมายถึงการเข้าหาเพื่อเรียนรู้และถือเป็นแบบอย่าง การละความตระหนี่ก็มิใช่การให้จนตนเดือดร้อน แต่เป็นการรู้จักแบ่งปันตามกำลังด้วยใจยินดี

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อในครอบครัวหรือหมู่คณะมีคนดีที่ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล และปัญญาอยู่สักคนหนึ่ง ความดีของเขาย่อมแผ่ไปเกื้อกูลผู้อื่นให้ได้รับประโยชน์ด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า บุคคลผู้มีคุณธรรมแม้เพียงคนเดียว ก็สามารถเป็นที่พึ่งและนำประโยชน์มาสู่ญาติพวกพ้องได้ คุณสมบัติที่กล่าวไว้มี ๔ ประการ คือ ศรัทธา (ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล เช่น เชื่อกรรมและผลของกรรม) ปัญญา (ความรู้ทั่วถึงเหตุผล) ตั้งในธรรม (ประพฤติตามธรรม) และถึงพร้อมด้วยศีล (รักษากายวาจาให้เรียบร้อย) ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นแบบอย่างและเป็นกำลังแก่ญาติผู้ยังไม่มีศรัทธา

อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้มาในเถรคาถา ใจความชี้ให้เห็นว่า ความดีของคนหนึ่งคนไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวเขาเท่านั้น แต่แผ่ไปถึงผู้ใกล้ชิดด้วย ผู้มีศรัทธาและศีลย่อมเป็นเหมือนแสงสว่างในครอบครัว ญาติผู้ยังไม่เลื่อมใสอาจเห็นความประพฤติดีงามแล้วค่อย ๆ เกิดความเลื่อมใส หรือได้รับการชักนำให้รู้จักทำความดี ทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีคุณธรรมนั้นในยามจำเป็นด้วย

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อควรสังเกตคือ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาต้องประกอบด้วยปัญญาเสมอ จึงมีทั้ง “ผู้มีศรัทธา” และ “มีปัญญา” อยู่คู่กันในบทนี้ ศรัทธาที่ปราศจากปัญญาอาจกลายเป็นความงมงาย ส่วนปัญญาที่ปราศจากศรัทธาอาจไม่มีกำลังให้ลงมือทำความดี อนึ่ง การเป็นประโยชน์แก่ญาติมิได้หมายถึงการบังคับให้ผู้อื่นเชื่อตาม แต่เป็นการทำตนให้เป็นแบบอย่าง ให้คำแนะนำด้วยเมตตา และช่วยเหลือเกื้อกูลตามสมควร

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ญาติโยมที่ตื่นแต่เช้าเตรียมอาหารใส่บาตรด้วยความตั้งใจ ย่อมได้ทั้งความอิ่มใจและเป็นที่รักของผู้คน พระภิกษุสามเณรที่แบ่งปันภัตตาหารแก่ผู้มาวัดหรือเพื่อนสหธรรมิกที่อาพาธ ก็เป็นการให้ด้วยใจเอื้อเฟื้อ ในครอบครัว ผู้ที่หุงหาอาหารให้พ่อแม่ผู้สูงอายุด้วยความเต็มใจ หรือนักเรียนที่แบ่งอาหารให้เพื่อนที่ไม่มี ก็ได้ฝึกใจให้กว้างขวาง และได้มิตรภาพที่จะเกื้อกูลกันในวันข้างหน้า

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกให้ทานตามกำลัง โดยเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคืออาหาร ให้ด้วยของที่ได้มาโดยสุจริต ให้แก่ผู้ควรให้ และรักษาใจให้ผ่องใสทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ ไม่ให้ด้วยความหวังจะอวดตนหรือด้วยความจำใจ เมื่อให้ด้วยศรัทธาอย่างสม่ำเสมอ ความตระหนี่ย่อมเบาบางลง และผลแห่งทานย่อมเกื้อกูลผู้ให้ทั้งในปัจจุบันและภายหน้า สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

เย นํ ททนฺติ สทฺธายวิปฺปสนฺเนน เจตสา
ตเมว อนฺนํ ภชติอสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ
คนใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวด้วยศรัทธา คนนั้นย่อมได้ข้าว ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้าเหมือนกัน

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก