ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นโท · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๒ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๓ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นโท · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๗๒๒ ตัวอักษร (ราว ๕ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
น ปาปชนสํเสวีอจฺจนฺตสุขเมธติ
โคธากุลํ กกณฺฏาวกลึ ปาเปติ อตฺตนํ
ผู้คบคนชั่ว ย่อมถึงความสุขโดยส่วนเดียวไม่ได้ เขาย่อมยังตน ให้ประสบโทษ เหมือนกิ้งก่าเข้าฝูงเหี้ยฉะนั้น
(ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๔๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เตือนให้รู้จักระมัดระวังในการคบคน เพราะคนที่เราคบหาย่อมมีส่วนชักนำชีวิตของเรา หากคบผู้ที่ชอบทำความชั่ว แล้วหลงเชื่อหรือทำตามเขา ความเดือดร้อนก็อาจตามมาถึงตนเองและคนรอบข้างได้

ขยายความบทตั้งในอรรถกถาโคธชาดก มีเรื่องเล่าว่า ลูกของพญาเหี้ยผูกมิตรกับกิ้งก่า แม้พ่อจะห้ามปรามก็ไม่ยอมฟัง เมื่อเติบโตขึ้น ลูกพญาเหี้ยยังคงกอดทับกิ้งก่าอย่างที่เคยเล่นกัน จนกิ้งก่าเจ็บปวดและคิดทำลายฝูงเหี้ย จึงชักนำนายพรานมายังที่อยู่ของฝูง ทำให้เกิดความพินาศ ส่วนพญาเหี้ยได้เตรียมทางหนีไว้ล่วงหน้า จึงรอดพ้นภัยได้ เรื่องนี้เตือนว่า การคบหาโดยขาดความรอบคอบและไม่รับฟังคำตักเตือน อาจนำภัยมาถึงคนหมู่มากได้

ขยายความบทตั้งคำว่า “ความสุขโดยส่วนเดียว” ในที่นี้อธิบายให้เข้าใจง่ายว่า ความสุขอย่างเต็มที่ ผู้ที่คบคนชั่วอาจได้รับความสนุกหรือผลประโยชน์อยู่บ้าง แต่หากความสนุกนั้นชักนำให้ทำผิด หรือผลประโยชน์นั้นได้มาด้วยการทุจริต ก็ย่อมเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนภายหลัง จึงควรพิจารณาให้ดีว่า คนที่เราคบนั้นชวนเราไปในทางใด ชวนให้ซื่อสัตย์ ขยัน และรับผิดชอบ หรือชวนให้หลอกลวง เบียดเบียน และละทิ้งหน้าที่

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑การคบคนพาลย่อมทำให้ผู้คบพลอยเสื่อมเสียไปด้วย แม้ตนเองจะมิได้ทำชั่ว ก็ย่อมถูกความชั่วของคนพาลแปดเปื้อน เหมือนใบหญ้าคาที่ห่อปลาเน่าย่อมพลอยมีกลิ่นเหม็นไปด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก มหานิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ใช้อุปมาที่เห็นภาพชัดเจนเพื่อสอนเรื่องการคบคน “หญ้าคา” (กุส) เป็นหญ้าที่มีใบยาว ใช้ห่อหรือรองสิ่งของได้ เมื่อนำใบหญ้าคาไปห่อปลาเน่า กลิ่นเหม็นของปลาย่อมติดใบหญ้าคาไปด้วย แม้หญ้าคาเองไม่ได้เน่า การคบกับ “คนพาล” ก็เช่นกัน คนพาลในที่นี้หมายถึงผู้โง่เขลาในทางธรรม คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ผู้ที่คลุกคลีกับคนพาลย่อมได้รับความเสื่อมเสียไปด้วย

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในชาดก หมวดมหานิบาต อุปมาเรื่องปลาเน่ากับหญ้าคานี้มักคู่กับอุปมาอีกข้อหนึ่ง คือ คนห่อกฤษณาด้วยใบไม้ ใบไม้ก็พลอยหอมไปด้วย ซึ่งเปรียบกับการคบนักปราชญ์ อุปมาทั้งสองแสดงว่า คนย่อมรับเอาคุณสมบัติของผู้ที่ตนใกล้ชิดมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งในทางดีและทางเสื่อม บทนี้แสดงด้านที่เป็นโทษ เพื่อเตือนให้ระมัดระวัง

อธิบายบทเชื่อม ๑อุปมานี้สอนได้สองชั้น ชั้นแรก ผู้ที่คบคนพาลอาจถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกัน และเสื่อมเสียชื่อเสียงแม้ตนไม่ได้ทำผิด ชั้นที่สอง ซึ่งลึกกว่า คือการซึมซับความคิดและนิสัย ใกล้ชิดผู้มักโกรธ มักโกหก หรือมักประมาท นาน ๆ เข้าก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา และอาจทำตาม ดังที่มงคลข้อแรกคือการไม่คบคนพาล อย่างไรก็ดี การไม่คบคนพาลมิได้หมายถึงการดูหมิ่นหรือไม่มีเมตตา แต่หมายถึงการไม่คลุกคลี ไม่รับเอาความคิดความประพฤติที่ผิดมาเป็นของตน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลคบหาใกล้ชิดกับคนดี ตนก็ย่อมมีแนวโน้มจะเป็นคนดี แต่หากคบคนชั่ว ตนก็ย่อมค่อย ๆ กลายเป็นเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันย่อมหล่อหลอมคนให้คล้ายกัน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก วีสตินิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สรุปหลักของการคบหาไว้อย่างกระชับว่า มนุษย์ย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างคนที่ตนคบหาใกล้ชิด เพราะการอยู่ร่วมกันทำให้ความคิดและนิสัยถ่ายทอดถึงกัน

อธิบายบทเชื่อม ๒การอยู่ร่วมกันทำให้เกิดการเรียนรู้โดยธรรมชาติ เราซึมซับวิธีคิด วิธีพูด ค่านิยม และพฤติกรรมของคนที่อยู่ใกล้ชิดโดยไม่ต้องตั้งใจ เพื่อนที่ขยันย่อมพาให้ขยัน เพื่อนที่เกียจคร้านย่อมพาให้เกียจคร้าน เพื่อนที่มองโลกในแง่ดีย่อมทำให้เรามีกำลังใจ เพื่อนที่ชอบบ่นว่าย่อมทำให้เรามองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ร้ายตามไปด้วย ดังนั้น การเลือกคบคนจึงเท่ากับการเลือกว่าเราจะเป็นคนแบบไหนในอนาคต

อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ไม่มีทางเลือกและต้องเปลี่ยนตามคนรอบข้างเสมอไป ผู้ที่มีสติและหลักใจมั่นคงสามารถรักษาความดีของตนได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี และยังอาจเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงได้ด้วย แต่สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ในวัยเรียนรู้ การเลือกคบคนดีเป็นทางที่ปลอดภัยและได้ผลที่สุด

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ตามเพื่อนไปก่อเรื่องทะเลาะวิวาท อาจได้รับบาดเจ็บและทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ผู้ที่หลงเชื่อคนทุจริตเพราะหวังผลประโยชน์ อาจสูญเสียทั้งทรัพย์และความไว้วางใจ ส่วนนักเรียนที่ยอมลอกงานหรือกลั่นแกล้งผู้อื่นตามเพื่อน ก็ย่อมเสียโอกาสฝึกตนให้เป็นคนดี เพราะฉะนั้น แม้จะรักเพื่อนเพียงใด ก็ไม่ควรยอมทำผิดเพื่อเอาใจเพื่อน ควรกล้าตักเตือนกัน และกล้าปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนไปในทางเสียหาย

สรุปสรุปความว่า การระวังคนชั่วมิใช่การดูหมิ่นหรือซ้ำเติมผู้ที่เคยผิดพลาด แต่เป็นการดูความประพฤติและไม่ปล่อยให้ตนถูกชักนำไปทำชั่ว เรามีเมตตาต่อเขาได้ ช่วยเหลือในสิ่งที่ถูกต้องได้ แต่ไม่จำเป็นต้องร่วมทำผิดกับเขา ผู้ที่ปรารถนาความสงบสุขจึงควรเลือกคบผู้ที่เกื้อหนุนความดี รับฟังคำเตือนด้วยใจเปิดกว้าง และรักษาตนให้มั่นคงในทางสุจริต สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

น ปาปชนสํเสวีอจฺจนฺตสุขเมธติ
โคธากุลํ กกณฺฏาวกลึ ปาเปติ อตฺตนํ
ผู้คบคนชั่ว ย่อมถึงความสุขโดยส่วนเดียวไม่ได้ เขาย่อมยังตน ให้ประสบโทษ เหมือนกิ้งก่าเข้าฝูงเหี้ยฉะนั้น

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก