เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงโทษของความเป็นผู้ทุศีล คือไม่มีศีล มีความประพฤติทางกายและวาจาที่เสียหาย คำว่า “อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ” หมายถึงความทุศีลอย่างยิ่ง หรือทุศีลจนครอบงำตนไปทั้งหมด ส่วน “มาลุวา” คือเถาย่านทราย เป็นไม้เถาที่เลื้อยพันต้นไม้ใหญ่ เมื่อเติบโตขึ้นก็ปกคลุมจนต้นไม้นั้นหักโค่นลงในที่สุด ท่อนท้ายว่า “ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส” แปลตามศัพท์ว่า “เหมือนอย่างที่ศัตรูปรารถนาต่อเขา” คำว่า “ทิโส” หมายถึงผู้เป็นศัตรูหรือผู้คิดร้าย หนังสือแปลโดยใจความว่า “ถูกผู้ร้ายคุมตัว” เพื่อให้เห็นภาพว่า ผู้ทุศีลย่อมตกอยู่ในสภาพที่ศัตรูอยากเห็น คือถูกความชั่วของตนผูกมัดไว้ ไม่เป็นอิสระ ความหมายสำคัญของบทจึงอยู่ที่ว่า ผู้ทุศีลทำร้ายตนเองได้เท่ากับที่ศัตรูจะพึงทำร้าย
ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบท พระคาถานี้ตรัสปรารภพระเทวทัต ผู้มีความริษยาและกระทำความชั่วหลายประการ ความชั่วเหล่านั้นสั่งสมขึ้นจนนำความพินาศมาสู่ตนเอง พระพุทธองค์จึงทรงเปรียบว่า ความทุศีลย่อมครอบงำผู้นั้นดุจเถาย่านทรายคลุมต้นสาละ ผู้ที่ทุศีลย่อมทำร้ายตนเองได้เท่ากับที่ศัตรูหรือผู้ร้ายปรารถนาจะทำแก่เขา โดยไม่ต้องให้ใครมาทำร้าย
ขยายความบทตั้งข้อที่ควรสังเกตคือ อุปมาเรื่องเถาย่านทรายแสดงว่า ความชั่วมักเริ่มจากสิ่งเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ เลื้อยพันจนยากจะแก้ออก เช่นเดียวกับการล่วงศีลที่เริ่มจากความเผลอหรือความเคยชิน แต่หากปล่อยไว้ก็จะกลายเป็นนิสัย สุภาษิตนี้มิได้ประณามผู้ที่เคยพลาด เพราะผู้ที่รู้ตัวแล้วกลับมารักษาศีลย่อมตัดเถานั้นได้ ในหมวดธรรม ศีลเป็นพื้นฐานของสมาธิและปัญญา ผู้ที่ศีลบกพร่องจึงยากจะก้าวหน้าในธรรมขั้นสูง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ที่พึ่งอันแท้จริงของแต่ละคนคือตนเอง ผู้อื่นไม่อาจเป็นที่พึ่งแทนได้ตลอดไป ผู้ที่ฝึกตนดีแล้วด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ย่อมได้ที่พึ่งอันหาได้ยาก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ที่พึ่งอันแท้จริงของแต่ละคนคือตนเอง คำว่า “ที่พึ่ง” (นาถะ) หมายถึงสิ่งที่อาศัยได้ ช่วยคุ้มครองให้พ้นจากความเสื่อมและความทุกข์ ส่วน “ตนที่ฝึกดีแล้ว” หมายถึงตนที่ได้อบรมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา จนกาย วาจา และใจอยู่ในความควบคุม ผู้ที่ฝึกตนได้เช่นนี้ย่อมได้ที่พึ่งอันหาได้ยาก
อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาธรรมบท เล่าว่า พระพุทธองค์ตรัสพระคาถานี้ปรารภมารดาของพระกุมารกัสสปะ ซึ่งออกบวชเป็นภิกษุณี และมีความผูกพันห่วงใยบุตรมากจนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ ภายหลังเมื่อท่านละความยึดติดนั้นได้ และหันมาอาศัยการฝึกตนเอง ก็ได้บรรลุธรรม เรื่องนี้ชี้ว่า แม้ผู้เป็นที่รักยิ่งก็ไม่อาจปฏิบัติแทนกันได้ แต่ละคนต้องพึ่งการฝึกของตนเอง
อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากผู้อื่น พระพุทธเจ้า ครูอาจารย์ และกัลยาณมิตรเป็นผู้ชี้ทาง แต่ผู้เดินทางคือตนเอง ดังที่ในหลักนาถกรณธรรม ๑๐ ก็ประกอบด้วยทั้งการมีศีล การเป็นพหูสูต และการมีกัลยาณมิตร ในระดับโลกุตตระ ที่พึ่งที่ได้ยากหมายถึงมรรคผลนิพพาน ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติของตนเท่านั้น ส่วนในระดับโลกิยะ ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ด้วยการพึ่งความรู้ ความขยัน และความประพฤติดีของตน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลรู้ค่าของสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง ย่อมเห็นว่าปัญญาเป็นแสงสว่างที่ยิ่งกว่าแสงใด ๆ และรู้จักรักษาตนซึ่งเป็นที่รักยิ่งไว้ให้ดี สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบสิ่งที่มีค่าสี่ประการ คือ ไม่มีสิ่งใดเป็นที่รักเสมอด้วยตน ไม่มีทรัพย์ใดเสมอด้วยข้าวเปลือก ซึ่งเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีแสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญา และฝนเป็นแหล่งน้ำ (สระ) ที่ยิ่งกว่าแหล่งน้ำทั้งปวง เพราะแม่น้ำ บึง และสระทั้งหลายล้วนอาศัยน้ำฝน
อธิบายบทเชื่อม ๒ในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค มีเทวดาองค์หนึ่งกล่าวคาถาว่า ไม่มีที่รักเสมอด้วยบุตร ไม่มีทรัพย์เสมอด้วยโค ไม่มีแสงสว่างเสมอด้วยดวงอาทิตย์ และสมุทรเป็นยอดของแหล่งน้ำ พระพุทธองค์จึงตรัสคาถานี้ตอบ เพื่อชี้ให้เห็นสิ่งที่ลึกซึ้งและเป็นรากฐานยิ่งกว่า คือ ความรักบุตรยังมาจากความรักตน ทรัพย์คือปศุสัตว์ยังต้องอาศัยธัญญาหาร แสงอาทิตย์ส่องได้เพียงภายนอก แต่ปัญญาส่องให้เห็นความจริงภายใน และน้ำในสมุทรก็มาจากฝน
อธิบายบทเชื่อม ๒คำว่า “ที่รักเสมอด้วยตนไม่มี” มิได้สอนให้เห็นแก่ตัว แต่ให้เข้าใจว่า เมื่อตนรักตนเช่นใด ผู้อื่นก็รักตนเช่นนั้น จึงไม่ควรเบียดเบียนกัน และผู้ที่รักตนอย่างแท้จริงย่อมไม่ทำชั่ว ส่วน “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี” สัมพันธ์กับหลักปัญญา ๓ คือ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา ซึ่งเจริญขึ้นได้ด้วยการฟัง การคิดพิจารณา และการอบรมจิต ปัญญาในระดับสูงสุดย่อมส่องให้เห็นไตรลักษณ์และนำไปสู่ความพ้นทุกข์
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้ทำความชั่วย่อมไม่อาจหาที่ลับอันแท้จริงได้ในโลก คนเขลาเท่านั้นที่สำคัญว่าที่ที่ไม่มีคนเห็นเป็นที่ลับ จึงกล้าทำชั่วลงไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก จตุกฺกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ทำความชั่วไม่อาจหาที่ลับอันแท้จริงได้ คนเขลาย่อมสำคัญว่าที่ที่ไม่มีคนเห็นเป็นที่ลับ จึงกล้าทำชั่ว แต่แท้จริงแล้ว แม้ที่ที่ดูเงียบเหมือนป่า ก็ยังมีผู้อื่นรู้เห็นได้ คำว่า “วนภูตานิ” ในบาลีแปลตามศัพท์ว่า เหล่าภูตหรือสัตว์ที่อยู่ในป่า ท่อนนี้จึงมีความหมายตามศัพท์ว่า “ภูตทั้งหลายในป่าย่อมเห็น (การกระทำนั้น)” หนังสือแปลโดยใจความว่า “คนทั้งหลายเห็นเป็นป่า” ทั้งสองทางชี้ไปที่เดียวกัน คือ สิ่งที่คนเขลาเข้าใจว่าไม่มีใครเห็นนั้น แท้จริงยังมีผู้เห็นอยู่เสมอ
อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้มาในชาดก มีเรื่องเล่าโดยย่อว่า อาจารย์ผู้หนึ่งต้องการทดสอบศีลของศิษย์ จึงบอกให้ศิษย์ไปลักทรัพย์มาโดยไม่ให้ใครเห็น ศิษย์ส่วนมากทำตาม แต่ศิษย์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ไม่ยอมทำ และกล่าวว่า ที่ลับสำหรับผู้ทำชั่วไม่มีในโลก อย่างน้อยตนเองก็ย่อมรู้ อาจารย์จึงพอใจในศิษย์ผู้นั้น เรื่องนี้ชี้ว่า ผู้รักษาศีลแท้ย่อมไม่ทำชั่วแม้ในที่ที่คิดว่าไม่มีใครเห็น
อธิบายบทเชื่อม ๓หลักธรรมที่เกี่ยวข้องคือหิริและโอตตัปปะ ซึ่งเป็นธรรมคุ้มครองโลก หิริคือความละอายใจต่อความชั่ว โอตตัปปะคือความเกรงกลัวผลของความชั่ว ผู้มีหิริย่อมรู้ว่าตนเองเป็นพยานของการกระทำของตน และกรรมที่ทำแล้วย่อมให้ผลตามเหตุ ไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ ผู้ศึกษาจึงไม่ควรเข้าใจว่าเป็นเพียงการกลัวถูกจับได้ แต่เป็นการฝึกให้ความดีมั่นคงจากภายใน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ภิกษุสามเณรที่ละเลยสิกขาบทเล็ก ๆ บ่อยครั้งเข้า อาจกลายเป็นผู้ไม่เคารพพระวินัยและเสื่อมจากเพศบรรพชิต นักเรียนที่เริ่มจากการโกหกเล็กน้อย อาจต้องโกหกซ้อนจนไม่มีใครเชื่อถือ คนทำงานที่ยอมทุจริตครั้งแรกเพราะคิดว่าไม่มีใครรู้ อาจถลำลึกจนสูญเสียทั้งหน้าที่การงานและเกียรติยศ ความเสียหายเหล่านี้ล้วนเกิดจากการกระทำของตนเอง
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรรักษาศีลด้วยความเห็นคุณค่า หมั่นสำรวจความประพฤติของตนอยู่เสมอ เมื่อรู้ตัวว่าพลาดก็รีบแก้ไข ไม่ปล่อยให้ความเคยชินในทางผิดเติบโตขึ้น และคบหาผู้ที่ช่วยเตือนสติให้อยู่ในทางที่ถูก เพราะผู้ทุศีลย่อมเป็นศัตรูของตนเองโดยไม่รู้ตัว สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ