เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงว่า ตัณหา (ความทะยานอยาก) เป็นเหตุให้สัตว์เกิดแล้วเกิดอีก คำว่า “ยังคนให้เกิด” หมายถึงเป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ ส่วน “จิตวิ่งพล่าน” หมายถึงจิตที่ซัดส่ายไปตามอารมณ์ที่น่าปรารถนาไม่หยุด และ “สังสาระ” หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อยังมีตัณหาอยู่ สัตว์ก็ยังต้องท่องเที่ยวไป จึงยังไม่พ้นจากทุกข์
ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในเทวตาสังยุตแห่งสังยุตตนิกาย เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหาซึ่งเทวดาทูลถามเป็นคาถาว่า อะไรยังคนให้เกิด อะไรของเขาวิ่งพล่าน อะไรท่องเที่ยวไปในสังสาร และเขาไม่พ้นจากอะไร พระองค์ตรัสตอบโดยชี้ไปที่ตัณหาเป็นต้นเหตุ ทำให้เห็นว่าทุกข์ในสังสารวัฏมิได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีตัณหาเป็นแรงผลักดันอยู่เบื้องหลัง
ขยายความบทตั้งผู้ศึกษานักธรรมชั้นเอกย่อมโยงบทนี้กับอริยสัจ ๔ ได้ว่า ตัณหาคือสมุทัย เป็นเหตุแห่งทุกข์ และโยงกับปฏิจจสมุปบาทว่า ตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน ภพ และชาติ ตัณหามี ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ความหมายโดยตรงของบทนี้อยู่ในระดับการเกิดในภพ ความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงจึงหมายถึงการดับตัณหาได้ด้วยอริยมรรค ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปอาจนำมาพิจารณาในระดับจิตใจประจำวันได้ว่า เมื่อความอยากเกิดขึ้น จิตก็ดิ้นรนและเป็นทุกข์ตามไปด้วย แต่ไม่ควรลดความหมายเดิมเหลือเพียงเรื่องทางใจเท่านั้น
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ตัณหาเป็นเหตุให้สัตว์เกิด ทำให้จิตวิ่งพล่านไปตามอารมณ์ และพาสัตว์ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ซึ่งมีทุกข์เป็นภัยใหญ่คอยคุกคามอยู่ตลอดเวลา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงให้เห็นว่า ตัณหา (ความทะยานอยาก) เป็นต้นเหตุให้สัตว์เกิด จิตที่มีตัณหาย่อมวิ่งพล่านไปตามอารมณ์ต่าง ๆ แล้วพาสัตว์ให้ท่องเที่ยวไปในสังสาระ คือการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อยังต้องเกิด ก็ยังต้องประสบชรา พยาธิ มรณะ และความพลัดพราก ทุกข์จึงเป็นภัยใหญ่ที่ติดตามสัตว์อยู่ตลอดไป
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในเทวตาสังยุตแห่งสังยุตตนิกาย เป็นพระคาถาที่ตรัสตอบเทวดาผู้ทูลถามว่า อะไรยังคนให้เกิด อะไรวิ่งพล่าน อะไรท่องเที่ยวไป และอะไรเป็นภัยใหญ่ของเขา พระองค์ตรัสว่าภัยใหญ่นั้นคือทุกข์ การตอบเช่นนี้ชี้ว่า ภัยที่แท้จริงของสัตว์มิได้อยู่ที่ศัตรูภายนอกเท่านั้น แต่อยู่ที่วัฏฏทุกข์ซึ่งมีตัณหาเป็นเหตุ
อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “ภัยใหญ่” ในที่นี้ควรเข้าใจในระดับสังสารวัฏ คือทุกข์ที่มากับการเกิดทุกภพทุกชาติ มิใช่เพียงความลำบากเล็กน้อยเป็นครั้งคราว ผู้ศึกษานักธรรมชั้นเอกอาจโยงกับไตรลักษณ์ว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วย่อมตกอยู่ในความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ และมิใช่ตัวตน การเกิดจึงนำทุกข์มาด้วยเสมอ การพ้นภัยนี้โดยสิ้นเชิงเป็นเรื่องระดับโลกุตตระ คือการละตัณหาได้ด้วยอริยมรรค ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการเห็นโทษของตัณหาและไม่ประมาทในชีวิต
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลยังมีความทะยานอยาก ย่อมต้องทำกรรมและรับผลแห่งกรรม ความเกิดและการท่องเที่ยวไปจึงยังไม่สิ้นสุด เพราะกรรมยังคงนำหน้าพาไปทุกภพ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า ตัณหา (ความทะยานอยาก) เป็นเหตุให้สัตว์เกิด จิตที่ถูกตัณหาครอบงำย่อมวิ่งพล่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ แล้วสัตว์ก็ท่องเที่ยวไปในสังสาระ คำว่า “กรรมนำหน้า” แปลจากบาลีว่า “กมฺมํ ตสฺส ปรายนํ” หมายถึงกรรมเป็นที่ไปเบื้องหน้า เป็นที่พึ่งพาอาศัยของสัตว์นั้น คือสัตว์ย่อมไปตามกรรมที่ตนทำไว้
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในเทวตาสังยุตแห่งสังยุตตนิกาย เป็นพระคาถาที่ตรัสตอบเทวดาผู้ทูลถามว่า อะไรยังคนให้เกิด อะไรวิ่งพล่าน อะไรท่องเที่ยวไป และอะไรเป็นที่ไปเบื้องหน้าของเขา บาทสุดท้ายของคาถาชุดนี้ต่างกันไปตามคำถาม บทนี้เน้นเรื่องกรรม จึงเชื่อมให้เห็นว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิด ส่วนกรรมเป็นตัวกำหนดว่าสัตว์จะไปเกิดในที่ใดและได้รับผลเช่นไร
อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้ศึกษานักธรรมชั้นเอกย่อมโยงบทนี้กับวัฏฏะ ๓ คือ กิเลสวัฏ กรรมวัฏ และวิปากวัฏได้ว่า ตัณหาเป็นกิเลส เมื่อกิเลสมีอยู่ก็ทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ได้รับวิบาก แล้ววิบากก็เป็นที่ตั้งของกิเลสใหม่ วนไปไม่รู้จบ ข้อควรระวังคือ บทนี้มิได้สอนให้ยอมจำนนต่อกรรมเก่า แต่ชี้ว่ากรรมเป็นของตน การทำกรรมดีในปัจจุบันจึงมีความหมาย ส่วนการพ้นจากวงวัฏนี้โดยสิ้นเชิงเป็นเรื่องระดับโลกุตตระ คือการละตัณหาซึ่งเป็นรากเหง้าได้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้ที่ถอนความอยากในภพได้แล้ว ย่อมมีจิตสงบ และสิ้นความเวียนเกิด เพราะตัณหาอันเป็นเหตุให้แสวงหาภพใหม่ไม่เหลืออยู่ในใจอีกต่อไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย อุทาน ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณของผู้ที่หมดกิเลสแล้วว่า ถอนภวตัณหาได้ มีจิตสงบ สิ้นการเวียนเกิด และไม่มีภพใหม่อีก คำว่า “ภวตัณหา” เป็นตัณหาข้อหนึ่งในตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา หมายถึงความอยากมี อยากเป็น อยากให้ตัวตนคงอยู่ ส่วน “ชาติสังสาระ” หมายถึงการท่องเที่ยวไปด้วยการเกิดแล้วเกิดอีก และ “ปุนัพภวะ” หมายถึงภพใหม่ คือการเกิดอีก
อธิบายบทเชื่อม ๓พระคาถานี้มาในอุทาน ขุททกนิกาย เป็นพระพุทธอุทานที่ทรงเปล่งปรารภพระอุปเสนวังคันตบุตร ผู้หลีกไปอยู่ในที่สงัดแล้วพิจารณาคุณธรรมที่ตนได้บรรลุ พระคาถาจึงเป็นการแสดงคุณของพระอรหันต์ ผู้ถอนรากของความอยากเป็นได้แล้ว จิตจึงสงบระงับอย่างแท้จริง ไม่มีสิ่งใดจะผลักดันให้ต้องเกิดในภพใหม่อีก
อธิบายบทเชื่อม ๓ในการตีความควรระวัง ๒ ประการ ประการแรก คำว่า “ไม่มีภพอีก” มิใช่ความขาดสูญตามความเห็นแบบอุจเฉททิฏฐิ แต่หมายถึงการดับเหตุแห่งการเกิด คือตัณหาและอุปาทานได้สิ้นเชิง ประการที่สอง การถอนภวตัณหามิได้หมายความว่าให้อยากไม่มี อยากไม่เป็น เพราะความอยากเช่นนั้นเป็นวิภวตัณหา ซึ่งก็เป็นตัณหาเหมือนกัน ความหมายเต็มของพระคาถานี้เป็นระดับโลกุตตระ ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการสังเกตและลดความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ที่ทำให้ใจร้อนรน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่นั่งท่องหนังสือแต่ใจคอยคิดถึงของที่อยากได้ ย่อมท่องไม่เข้าใจและรู้สึกกระวนกระวาย พระภิกษุที่ตั้งใจเจริญภาวนาแล้วสังเกตว่าจิตแล่นไปหาอารมณ์ที่ชอบใจ ก็ได้เห็นลักษณะของตัณหาที่ทำให้จิตวิ่งพล่านอย่างชัดเจน คนทำงานที่อยากได้ทุกสิ่งที่เห็นผู้อื่นมี ก็ต้องเหนื่อยแสวงหาไม่รู้จบ แม้ได้มาแล้วก็อยากได้ใหม่อีก ความไม่พ้นทุกข์จึงปรากฏให้เห็นได้ตั้งแต่ในชีวิตนี้
สรุปสรุปความว่า ผู้ปรารถนาจะคลายทุกข์จึงควรฝึกสังเกตความอยากที่เกิดขึ้นในใจ ไม่รีบทำตามทันที รักษาศีลเพื่อไม่ให้ความอยากล่วงออกมาเป็นการกระทำที่เสียหาย เจริญสมาธิเพื่อให้จิตตั้งมั่น และอบรมปัญญาให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ควรยึดถือ เมื่อตัณหาเบาบางลง จิตก็สงบและทุกข์ก็ลดลงตามส่วน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ