เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า ผู้ทำความชั่วไม่อาจหาที่ลับอันแท้จริงได้ คนเขลาย่อมสำคัญว่าที่ที่ไม่มีคนเห็นเป็นที่ลับ จึงกล้าทำชั่ว แต่แท้จริงแล้ว แม้ที่ที่ดูเงียบเหมือนป่า ก็ยังมีผู้อื่นรู้เห็นได้ คำว่า “วนภูตานิ” ในบาลีแปลตามศัพท์ว่า เหล่าภูตหรือสัตว์ที่อยู่ในป่า ท่อนนี้จึงมีความหมายตามศัพท์ว่า “ภูตทั้งหลายในป่าย่อมเห็น (การกระทำนั้น)” หนังสือแปลโดยใจความว่า “คนทั้งหลายเห็นเป็นป่า” ทั้งสองทางชี้ไปที่เดียวกัน คือ สิ่งที่คนเขลาเข้าใจว่าไม่มีใครเห็นนั้น แท้จริงยังมีผู้เห็นอยู่เสมอ
ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในชาดก มีเรื่องเล่าโดยย่อว่า อาจารย์ผู้หนึ่งต้องการทดสอบศีลของศิษย์ จึงบอกให้ศิษย์ไปลักทรัพย์มาโดยไม่ให้ใครเห็น ศิษย์ส่วนมากทำตาม แต่ศิษย์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ไม่ยอมทำ และกล่าวว่า ที่ลับสำหรับผู้ทำชั่วไม่มีในโลก อย่างน้อยตนเองก็ย่อมรู้ อาจารย์จึงพอใจในศิษย์ผู้นั้น เรื่องนี้ชี้ว่า ผู้รักษาศีลแท้ย่อมไม่ทำชั่วแม้ในที่ที่คิดว่าไม่มีใครเห็น
ขยายความบทตั้งหลักธรรมที่เกี่ยวข้องคือหิริและโอตตัปปะ ซึ่งเป็นธรรมคุ้มครองโลก หิริคือความละอายใจต่อความชั่ว โอตตัปปะคือความเกรงกลัวผลของความชั่ว ผู้มีหิริย่อมรู้ว่าตนเองเป็นพยานของการกระทำของตน และกรรมที่ทำแล้วย่อมให้ผลตามเหตุ ไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ ผู้ศึกษาจึงไม่ควรเข้าใจว่าเป็นเพียงการกลัวถูกจับได้ แต่เป็นการฝึกให้ความดีมั่นคงจากภายใน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คำว่าสัตว์หรือบุคคลเป็นเพียงสมมติที่ตั้งขึ้นเมื่อขันธ์ทั้งหลายประชุมกันอยู่ เหมือนเสียงเรียกว่ารถ ที่มีได้เพราะส่วนประกอบต่าง ๆ ประกอบกันเข้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้อธิบายว่าคำว่า “สัตว์” หรือ “บุคคล” เป็นเพียงสมมติ คือชื่อเรียกที่ตั้งขึ้นเมื่อขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) มาประชุมกันอยู่ เหมือนคำว่า “รถ” ที่ใช้เรียกเมื่อล้อ เพลา ตัวรถ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ประกอบกันเข้า เมื่อแยกส่วนออกแล้วก็หาสิ่งที่เป็น “รถ” ต่างหากจากชิ้นส่วนไม่ได้ “สมมติ” ในที่นี้จึงหมายถึงการกำหนดเรียกตามที่ตกลงกันในโลก มิใช่สิ่งที่มีอยู่เป็นตัวตนแท้
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้มาในภิกขุนีสังยุตต์ เป็นคำของพระวชิราภิกษุณี เมื่อมารปรากฏตัวและถามว่า สัตว์นี้ใครสร้าง ผู้สร้างสัตว์อยู่ที่ไหน สัตว์เกิดขึ้นที่ไหน ดับไปที่ไหน เพื่อให้พระเถรีเกิดความหวั่นไหว พระเถรีตอบว่า ท่านเชื่อว่ามีสัตว์หรือ นั่นเป็นความเห็นของมาร ในกองสังขารล้วน ๆ นี้ไม่มีสัตว์ แล้วยกอุปมาเรื่องรถขึ้นแสดง มารรู้ว่าพระเถรีรู้ทันจึงหายไป
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรระวังในการตีความ คือ พุทธภาษิตบทนี้มิได้ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเลย ขันธ์ทั้งหลายมีอยู่จริงตามเหตุปัจจัย การเรียกชื่อบุคคลก็ยังใช้ได้ในการติดต่อกัน พระพุทธองค์เองก็ตรัสใช้คำว่าเรา ท่าน ตามโวหารของโลก แต่ไม่ทรงยึดถือ สิ่งที่สอนคือไม่ให้หลงยึดว่ามีตัวตนถาวรอยู่เบื้องหลังขันธ์ ซึ่งเป็นสักกายทิฏฐิ อันเป็นสังโยชน์ข้อแรกที่พระโสดาบันละได้ ผู้ศึกษาทั่วไปยังไม่อาจละได้เด็ดขาด แต่นำการพิจารณานี้มาใช้ลดความยึดมั่นถือมั่นในระดับโลกิยะได้ และความรับผิดชอบต่อกรรมยังคงมีอยู่ครบถ้วน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลยังถูกตัณหาครอบงำ ความโศกย่อมเกาะแน่นอยู่ในใจ แต่เมื่อข่มตัณหาได้แล้ว แม้ยังอยู่ในโลก ความโศกก็ไม่อาจติดค้างอยู่ได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงผู้ที่ข่มหรือครอบงำตัณหาได้ ว่าความโศกย่อมไม่ติดค้างอยู่ในใจ เหมือนหยดน้ำที่ไม่ติดใบบัว คำว่า “ตัณหาลามก” หมายถึงตัณหาที่ต่ำทราม เพราะชักนำให้ทำชั่วและเวียนทุกข์ “ล่วงได้ยาก” คือเป็นสิ่งที่ก้าวข้ามได้ยากเพราะเกาะแน่นอยู่ในใจสัตว์ ส่วนอุปมาหยาดน้ำบนใบบัว แสดงว่าผู้นั้นยังอยู่ในโลก แต่ความโศกไม่อาจเกาะติดใจได้
อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้อยู่ในตัณหาวรรค ธรรมบท อรรถกถาเล่าว่า ทรงแสดงเมื่อชาวประมงจับปลาตัวหนึ่งซึ่งมีสีเหมือนทองแต่ปากมีกลิ่นเหม็น พระพุทธองค์ตรัสเล่าว่า ปลานั้นในอดีตเคยเป็นภิกษุชื่อกปิละ ผู้ถือตัวในความรู้และกล่าวร้ายผู้อื่น จึงได้รับผลเช่นนั้น แล้วทรงแสดงโทษของตัณหาและคุณของการละตัณหา
อธิบายบทเชื่อม ๒ในทางหลักธรรม ตัณหาเป็นเหตุแห่งความโศก เพราะเมื่ออยากได้แล้วไม่ได้ หรือได้แล้วต้องพลัดพราก ความโศกจึงเกิดขึ้น การครอบงำตัณหาได้เด็ดขาดเป็นคุณของพระอรหันต์ ผู้ไม่มีความโศกอีก สำหรับผู้ศึกษาทั่วไป ยังมีความเศร้าเสียใจเป็นธรรมดา จึงไม่ควรเข้าใจว่าต้องไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ฝึกลดความยึดติดลง เมื่อเศร้าก็รู้ทัน และไม่ให้ความโศกท่วมใจนานเกินไป ซึ่งเป็นการนำหลักนี้มาใช้ในระดับโลกิยะ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้มีปัญญาย่อมไม่เก็บคำก้าวร้าวของผู้อื่นมาใส่ใจ ไม่คอยจับผิดการงานของคนอื่น แต่หันมาพิจารณาการงานของตนว่าทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้หันมาพิจารณาตนเองมากกว่าคอยจับผิดผู้อื่น คำว่า “คำก้าวร้าว” (วิโลม) หมายถึงคำพูดที่ขัดใจ กระทบกระทั่ง หรือไม่ถูกต้องตามธรรม ไม่ควรนำมาใส่ใจจนเป็นอารมณ์ ส่วนการงาน “ที่เขาทำแล้วและยังไม่ได้ทำ” หมายถึงการคอยดูว่าผู้อื่นทำหน้าที่ครบหรือบกพร่อง ท่านสอนให้เปลี่ยนสายตามาตรวจการงานของตนเองแทน
อธิบายบทเชื่อม ๓ในอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า อุบาสิกาผู้หนึ่งอุปถัมภ์นักบวชนอกพระพุทธศาสนาอยู่ ครั้นได้ยินคุณของพระศาสดาจึงอยากไปฟังธรรม นักบวชผู้นั้นไม่พอใจ และกล่าวถ้อยคำไม่ดีต่อนาง เมื่อนางมาฟังธรรมยังคงนึกถึงถ้อยคำนั้นจนจิตไม่สงบ พระศาสดาจึงตรัสสอนว่า ไม่ควรใส่ใจถ้อยคำของผู้อื่น ควรพิจารณาการกระทำของตนเท่านั้น แล้วตรัสพระคาถานี้ เรื่องนี้มุ่งสอนการรักษาใจของผู้ฟัง มิใช่เพื่อตำหนิผู้ใด
อธิบายบทเชื่อม ๓การพิจารณาตนนี้ตรงกับหลักอัตตานุวิจารณ์ และเป็นส่วนหนึ่งของความไม่ประมาท อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้ห้ามการรับฟังคำตักเตือนที่เป็นประโยชน์ หรือห้ามผู้มีหน้าที่ดูแลตรวจงานของผู้อยู่ในความรับผิดชอบ สิ่งที่ห้ามคือการเก็บคำกระทบกระทั่งมาทำให้ใจขุ่นมัว และการสอดส่องความบกพร่องของผู้อื่นจนลืมหน้าที่ของตน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ทำวัตรสวดมนต์เฉพาะเมื่อพระอาจารย์อยู่ ย่อมไม่ได้ประโยชน์เท่าผู้ที่ปฏิบัติสม่ำเสมอแม้อยู่ลำพัง ภิกษุที่รักษาวินัยทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ย่อมมีใจไม่เดือดร้อน นักเรียนที่คิดลอกข้อสอบเพราะคิดว่าไม่มีใครเห็น ก็ยังรู้อยู่แก่ใจว่าความรู้นั้นไม่ใช่ของตน คนทำงานที่ยักยอกเล็กน้อยโดยคิดว่าไม่มีหลักฐาน วันหนึ่งความจริงก็อาจปรากฏ
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกทำดีเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าจะมีผู้เห็นหรือไม่ ตั้งหิริโอตตัปปะไว้ในใจ ก่อนทำสิ่งใดให้ถามตนว่า ถ้ามีผู้อื่นรู้เห็นเราจะละอายหรือไม่ ถ้าละอายก็ไม่ควรทำแม้ในที่ลับ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ